TH | EN
indochinaexplorer
Language Thailand Language English
Tel. 0-2898-1817      
0-2898-2324
บริษัท อินโดไชน่า เอ็กซ์พลอเรอร์ จำกัด
เราเป็นบริษัทผู้นำ ธุรกิจท่องเที่ยว
ในแถบเอเชีย และอินโดจีน
Yahoo Indochinaexplorer indochina_thailand
Skype Indochinaexplorer indochina_thailand
MSN Indochinaexplorer indochinaexplorer@
hotmail.com
QQ Indochinaexplorer qq 13726143
Line Indochinaexplorer indochina_thailand
linkedin Indochinaexplorer indochina_thailand
Service Categories
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์กัมพูชา เขมร
เสียมเรียบ นครวัด นครธม
ปอยเปต พนมเปญ พระตะบอง
บันทายสรี โฮจิมินห์ หมีถ่อ
ด่านช่องผักกาด พระตะบอง
ปิรามิดเกาะแกร์ บึงมาลา
นครวัด โตนเลสาป 2 วัน
โตนเลสาป นครวัด ประสาทตาพรหม
กาะกง พนมเปญ หาดสีหนุวิลล์
เสียมเรียบ
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์ลาว
ทัวร์ลาวเหนือ หลวงพระบาง
สะบายดีหลวงพระบาง
มนต์เสน่ห์เมืองลาวใต้ ปากเซ
ทัวร์ลาวใต้ คอนพะเพ็ง วัดพู ปากซอง
เวียงจันทน์ วังเวียง
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์พม่า
ย่างกุ้ง หงสาวดี สิเรียม
พุกาม มัณฑเลย์ ย่างกุ้ง
พระธาตุอินแขวน ย่างกุ้ง
เจดีชเวดากอง สิเรียม หงสาวดี
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์เวียดนาม
ฮานอย ฮาลองเบย์
เว้ ดานัง ฮอยอัน
ประสาทจามหมี่เซิน เว้ โฮยอัน
ล่องเรืออ่าวฮาลองเบย์
ซาปา ฮานอย
ฮานอย
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์จีน
เชียงของ สิบสองปันนา
ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์
ซีอาน วัดเส้าหลิน
คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง
เซี่ยงไฮ้ หังโจว ล่องทะเลสาปซีหู
กุ้ยหลิน กว่างเจา
ปักกิ่ง กำแพงเมืองจีน
ไต้หวัน ไทเป หอเจียงไชค
มาเก๊า จู่ไห่ เซินเจิ้น
ช้อปปิ้ง ฮ่องกง เซินเจิ้น
นมัสการพระยูไล
อุทยานมรดกโลกจิ่วไจ้โกว
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์มาเลเซีย
เก็นติ้ง ไฮแลนด์ แอร์เอเชีย
เก็นติ้ง ปีนัง ปุตราจายา
กัวลาลัมเปอร์ ตึกแฝด Twin Tower
ทัวร์มาเลเซีย สิงคโปร์
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์สิงคโปร์
ช้อปปิ้งทัวร์สิงคโปร์ 3 วัน
สิงคโปร์ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ
ล่องเรือแม่น้ำสิงคโปร์ เมอร์ไลอ้อน
ไนท์ซาฟารี เจ้าแม่กวนอิม ออร์ชาร์ด
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  แพ็คเกจทัวร์บาหลี อินโดนีเซีย
เที่ยวบาหลี เดนพาซาร์ 4 วัน
ทัวร์ภูเขาไฟ นมัสการเทพฮินดู
บุโรพุทโธ จาการ์ต้า บาหลี
จาร์กาต้าร์ บุโรพุทโธ บันดุง
ยอร์คจาการ์ต้า พราห์มบานัน
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  เที่ยวภายในประเทศ
ปาย แม่ฮ่องสอน ห้วยน้ำดัง
เชียงใหม่ เชียงราย
ดอยแม่สลอง ดอยตุง อ่างขาง
เกาะตะรุเตา หลีเป๊ะ
ดำน้ำดูประการัง เกาะรัง
ทะเลตรัง อันดามัน ลังกาวี
เกาะช้าง ดำน้ำชมประการัง
ดำน้ำหาดบ้านกรูด เกาะทะลุ
วังน้ำเขียว ปากช่อง เขาใหญ่
น่าน แพร่ ดอยเสมอดาว
ทุ่งดอกกระเจียว ป่าหินงาม
Indochinaexplorer
Indochinaexplorer  เที่ยวต่างประเทศ
  Indochinaexplorer  สัมมนา ดูงาน เป็นหมู่คณะ
Indochinaexplorer  จัดแพ็คเกจทัวร์เฉพาะกลุ่ม
Traveller's Tool Tip
- จองที่พัก โรงแรม
- จองโรงแรม นครวัด เสียมเรียบ
- จองรถ เช่ารถตู้ รถทัวร์
- ข้อมูลท่องเที่ยวจาก ททท
- ข้อมูลท่องเที่ยวกัมพูชา
- ข้อมูลประเทศพม่า
- ท่องเที่ยวเวียดนาม
- เมืองสำคัญจีน
- อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน
- สภาพอากาศ
 
 
ข้อมูลประเทศ    |   โปรแกรมทัวร์   |   สถานที่สำคัญ

Untitled Document

สถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละมณฑลของประเทศจีน

มณฑลกวางสี

1. กุ้ยหลิน

กุ้ยหลิน เมืองจีน

 กุ้ยหลิน เป็นเมืองอันสงบบนฝั่งแม่น้ำหลีเจียงเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงในแง่ความงดงามมาตั้งแต่อดีต ฮั่นหยู (Hanyu) ปราชญ์ในราชสมัยราชวงศ์ถังเคยกล่าวกวีไว้บทหนึ่งว่า "แม่น้ำนี้งดงามราวสายเข็มขัดไหมสีมรกต ส่วนภูผานั่นเล่าเป็นดั่งจุฑามณีสีหยก" ไม่เพียงเท่านั้น ชาวจีนเองต่างก็ยอมรับในความงามของกุ้ยหลิน จนมีคำกล่าวที่ว่า "ซื่อไหว้เถาหยวน" ซึ่งหมายความว่า "เมืองสวรรค์บนพิภพ" พื้นที่ของเมืองกุ้ยหลินโดยรอบประกอบด้วยภูเขาน้อยใหญ่ที่ผ่านการกัดกร่อนของกาลเวลาเกิดเป็นรูปร่างแปลกตามากมาย มีภูเขาหินน้อยใหญ่กว่า 27,000 ยอด รวมถึงแมกไม้ สายธารและถ้ำอันตระการตา นับเป็นความอัศจรรย์ที่ธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างขึ้น ชาวจีนต่างยอมรับว่ากุ้ยหลิน คือ สถานที่ที่งดงามที่สุดในเมืองจีน ว่ากันว่า หากจิตรกรท่านใดไม่เคยมาเยือนกุ้ยหลิน จิตรกรท่านนั้นก็ไม่สามารถที่จะเขียนภาพวาดภูเขาที่สวยงามได้
 กุ้ยหลิน มีที่มาของชื่อมาจาก ต้นขี้เหล็ก ซึ่งส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งเมืองยามดอกบานในฤดูใบไม้ร่วง (กุ้ยหลิน ในภาษาจีน แปลว่า ป่าต้นขี้เหล็ก) ตัวเมืองตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีนในเขตแคว้นปกครองพิเศษกวางสีของชาวจ้วง (ชาวจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุดในจีน) พื้นที่โดยรอบอุดมไปด้วยความงามทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เมืองที่โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาหินปูนอันสลับซับซ้อนซึ่งปกคลุมไปด้วยหมู่แมกไม้อันเขียวชอุ่ม กุ้ยหลินมีอายุกว่า 2,000 ปี เคียงคู่อยู่กับแม่น้ำหลีเจียงอันงดงาม มีตู้ซิวเฟิง (ยอดงามเด่น) เป็นจุดศูนย์กลางของเมือง ซึ่งสามารถขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองกุ้ยหลินได้โดยรอบ

2. แม่น้ำหลีเจียง ระเบียงจิตรกรรมธรรมชาติ
 แม่น้ำหลีเจียงได้รับการชื่นชมในเรื่องความงามและความเงียบสงบจากกวีชาวจีนมานานนับศตวรรษ สายน้ำแห่งนี้มีความยาวกว่า 400 กิโลเมตร ฤดูที่เหมาะสำหรับการล่องแม่น้ำมากที่สุดก็คือฤดูน้ำหลาก ช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม การล่องเรือไปตามแม่น้ำหลีเจียงถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจและชมเมืองกุ้ยหลินที่ดีที่สุด ตลอดเส้นทางประมาณ 60 กิโลเมตร ท่านจะได้ยลเขาเจดีย์ เขาตาเฒ่า เขาม้าเก้าตัว เขาโป๊ยเซียน เขากวนอิม เขากวนอู เขารู เขาแอปเปิ้ล และภูเขาหินอันสลับซับซ้อนอีกหลายแห่งที่มีหมอกบางๆปกคลุมยอดเขา รวมทั้งเงาสะท้อนของเขาบนสายน้ำนิ่งซึ่งมีความงามราวกับภาพวาด นอกจากนี้ท่านยังมีโอกาสได้ชื่นชมพันธุ์ไม้อันมีค่า เช่น ต้นไผ่ยักษ์และต้นไทร นับเป็นความทรงจำที่ล้ำค่ายิ่ง

3. สองแควสี่ทะเลสาป
 จุดบรรจบของสายน้ำธรรมชาติจากแม่น้ำสองสายคือ หลีเจียง、ถาวฮัวเจียง、กับทะเลสาป(หูในภาษาจีนคือทะเลสาป) มู่หลงหู、กุ้ยหู、หยงหู、และซันหู เดิมทีมีเพียงสามทะเลสาปซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง คือทะเลสาป กุ้ยหู หยงหู ซันหู ส่วนมู่หลงหูเป็นการขุดขึ้นมาภายหล้งเพื่อเชื่อโยงแม่น้ำหลีเจียงกับ ทะเลสาปทั้งสาม ตอนหลังจุดนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยงสำคัญแห่งหนึ่งของกุ้ยหลิน

4.เขางวงช้าง
  ตั้งอยู่ใจกลางเมืองตรงบริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำหลีเจียงและแม่น้ำถาวฮัวเป็นหนึ่ง ในภูเขาที่ขึ้นชื่อของกุ้ยหลิน จุดท่องเที่ยงที่น่าสนใจ อาทิ ถ้ำจันทร์วารี(สุ่ยเยว์)、ผาเนตรกุญชร、เจดีย์ผู่เสียน、วัดหงเฟิงซึ่งภายในวัดเป็นที่แสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไท่ผิงเทียนกั๊ว ข้างเตียงยังมีเจดีย์เส้อลี่ แห่งวัดไคหยวน  ซึ่งเป็นวัดโบราณ ที่เริ่ม สร้างในสมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-617) แต่เสร็จสิ้นในสมัยราชวงศ์ถัง
(ค.ศ. 618-907) ถ้ำจันทร์วารีอยู่ติดริมแม่น้ำหลีเจียง สายน้ำไหลทะลุหินผาและดูเหมือน กับพระจันทร์ลอยอยู่เหนือน้ำ ส่วนหินเหนือถ้ำย้อยลงแม่น้ำเหมือนงวงช้างที่ยื่นลงเพื่อ ดื่มน้ำจากแม่น้ำหลีเจียง แลดูน่าทึ่งและสวยงามยิ่งนัก นักกวีสมัยถังซ่ง เมื่อได้ มาเยือนเขางวงช้างแล้วประทับใจจนบรรยายเป็นบทกลอนดังนี้
    ใต้น้ำมีจันทราสว่างไสว
    เหนือน้ำมีจันทราลอยเด่น
    สายน้ำไหลแต่จันทรายัง
    จันทร์ลับฟ้าสายน้ำยังคงไหล

5.สวนเจ็ดดาว 
 สวนเจ็ดดาวหรือ "ชีซิงกงหยวน " ตั้งอยู่ในเมืองกุ้ยหลินห่างจากใจกลางเมือง เพียง 1.5 กิโลเมตร บนริมฝั่งแม่น้ำหลีเจียงทางตะวันออก มีพื้นที่ 137.4 เฮคเตอร์ เนื่องจากอยู่ติดกับเขาเจ็ดดาว จึงเป็นที่มาของชื่อสวนแห่งนี้ เป็นสวนที่มีถ้ำเป็น จุดเด่นที่ใหญ่ที่สุด ภูเขาเจ็ดดาวเป็นภูเขาเจ็ดยอด โดยอยู่ทางทิศเหนือสี่ยอดเรียก เขาผู่ถัว ทางทิศใต้สามยอดเรียกเขาเยว่หยา ภูเขาเหล่านี้มีถ้ำมากมาย และถ้ำที่เป็นที่รู้จักและนิยมท่องเที่ยวสวนใหญ่อยู่ในส่วนของเขาผู่ถัว ซึ่งเป็นถ้ำที่กว้าง และลึก สวยงามด้วยหินงอกหินย้อย เสาหิน ม่านหิน....อันวิจิตงดงาม สถานที่แห่งนี้ เป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมท่องเที่ยวมามากกว่า 1000 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง และมีป้ายโบราณซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากกว่า 500 ชิ้น ช่วยเสริมให้สถานที่นี้มีความลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ยิ่งขึ้น
 สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในสวนเจ็ดดาว อาทิ
 สะพานบุปผา อยู่ทางทิศตะวันตกของสวน เป็นสะพานเล็ก ๆ ข้ามบริเวณที่เป็น จุดบรรจบของลำธานเสี่ยวตงเจียง กับลำธารหลิงเจี้ยนชี สะพานนี้ เดิมเรียกว่า สะพานเจียซี 、สะพานเทียนจู้(เสาสวรรค์) เป็นสะพานหินโค้ง เริ่มสร้างในสมัยราชวงศ์ซ่ง และทำการบูรณะใหญ่สองครั้งในราชวงศ์หมิง ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน บริเวณสะพานจะมีดอกไม้ขึ้นมากมาย ตอนหลังจะเรียกตามที่เห็น คือ สะพานบุปผา
 จิตกรรมฝาผนังหัวเซี่ยจือกวง เป็นภาพเขียนบนผนังอันเป็นผลงานของ อาจารย์หยวนอวู่ผู่ หยวนจั่ว、หยวนเจีย แห่งสถาบันวิจิตรศิลป ร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้สร้างสรรค์ภาพเขียนบนกำแพงแห่งนี้ที่เรียกว่า "แสงตะวันแห่งชนชาติจีน" ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะและ วิทยาศาสตร์ ภาพเขียนจะแสดงถึงวิทยาการแพทย์จีนโบราณ การเดินทะเล โลหะวิทยา ชีวะวิทยา คณิตศาสตร์ ศิลปศาตร์ ปรัชญา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เกษตรศาสตร์ สี่วิทยาการของโลก(การค้นพบกระดาษ การพิมพ์ เข็มทิศ ดินปืน) ซึ่งล้วนเป็นความภาคภูมิของชาวจีนที่แสดงถึงสติปัญญาของชนชาติจีน เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและสืบทอดต่อไป
 ถ้ำเจ็ดดาว ถ้ำแห่งนี้เดิมเป็นลำธารใต้บาดารเมื่อหลายร้อยปีก่อน จนก่อให้เกิด หินงอก หินย้อย เสาหิน ม่านหิน ในรูปร่างหน้าตาต่าง ๆ อันสวยงาม
 เขาอูฐ ภูเขารูปร่างคล้านหลังอูฐนี้เกิดจากการดันตัวของเปลือกโลก เดิมเรียก เขาจอกสุรา ซึ่งปัจจุบันนี้ บนหน้าผาทางใต้ยังมีคำอักษรจีน สลักอยู่บน หน้าผา สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ปลีกวิเวกของเหล่านักปราชย์ ที่มาอิงแอบอยู่ในภูเขา แห่งนี้ ยังชีพโดยการปลูกผลไม้พืชผัก เมื่อเสียชีิวิตก็ฝังร่างอยู่ทางใต้ของเขาแห่งนี้
 วัดโบราณซีเสีย วัดแห่งนี้เริ่มสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ตรงกับเทียนเป่า ปีที่ 9 (ค.ศ. 650) นักบวชเซี่ยเจิ้งซ่วน ได้แวะมาที่มาเพื่อเผยแพร่ธรรมะ สมัยราชวงหยวน นักบวชถังต้าถุน ทำการก่อสร้างวัดขึ้นใหม่ สมัยราชวงศ์ชิง ซุ่นเจื้อ ปีที่ 8 ได้ส่งพระสงฆ์มาจำวัดที่นี่ และได้ยกระดับให้เป็นศูนย์กลาง พุทธศาสนาของภาคตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น วัดแห่งนี้ได้รับความ เสียหายอย่างหนัก และได้ก่อสร้างขึ้นมาใหม่เสร็จสมบูรย์ในวันที่ 28 กันยายน 2002
 วัดที่สร้างขึ้นมาใหม่ ได้สร้างอาคารศาลาต่าง ๆ อาทิ ศาลาเทียนหวัง 、ศาลาต้าสงเป่า、ศาลากวนอิม、และหอพระไตรปิฏก พื้นที่ตรงกลางและปีกทางทิศเหนือใช้การออกแบบแบบเจียงหนัน การจัดสวน ระเบียงคด ทางเดิน สระบัว ห้องทานเจ ห้องสวดมนต์ กุฏิเจ้าอาวาส ภายในยังประดิษฐานพระพุทธรูปที่นำรูปแบบจากตุนหวง (สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นถ้ำในทะเลทรายบนเส้นทางสายไหม) กวนอิมหยกขาว เทพทั้งสี่บนสวรรค์ แบบศิลปะในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมของพุทธศิลป์
 ดงหลักศิลากุ้ยไห่ เขตปกครองตนเองชาวจ้วงมณฑลกว่างซีเป็นแหล่ง สำคัญในการอนุรักษ์หลักฐานศิลปะวัฒนธรรมโบราณ ในเมืองกุ้ยหลิน บริเวณสวนเจ็ดดาว ที่เขาเยว่หงา ตรงตีนเขาทิศใต้ของหยาวกวงเฟิง มีถ้ำมังกรเร้นกาย (ถ้ำหลงหยิ่น)จะเป็นสถานที่เก็บหลักศิลาที่แกะสลักจำนวนมากมาย จนดูเหมือน เป็นดังป่าหลักหิน นับได้เบ็ดเสร็จแล้วรวม 220 กว่าแผ่น เนื้อหาที่แกะสลักบนแผ่นศิลา นั้นมีทั้งเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ศิลปะวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ของชนกลุ่ม น้อยต่าง ๆ เป็นต้น แผ่นที่มีอายุยาวนานที่สุดคือ แผ่นที่เป็นของสมัยราชวงศ์ถังในสมัย ถังจวินจง เฉียนหนิงปีที่ 1 (ค.ศ. 894) ส่วนใหญ่เป็นบทกวี ในสมัย ราชวงศ์ซ่งก็มี 130 แผ่น ซึ่งเนื้อหาสะท้อนการเมืองในสมัยปลายซ่งเหนือ ซึ่งมี คุณค่าทางประวัติศาสต์สูงมาก สมัยราชวงศ์ชิง ตรงกับคังซีปีที่ 4 (ค.ศ. 1665) ซึ่งเป็นการแกะสลักภาพเจ้าแม่กวนอินที่มีความละเอียดงดงามมาก เส้นสายต่าง ๆ มีความละเอียด ชัดเจน อ่อนช้อย เป็นสิ่งล้ำค่าทางพุทธศาสนา

6.สวนเขากุญชร(เซี่ยงซัน)
 สวนสาธารณะเขากุญชรหรือเขาช้างตั้งอยู่ในเมืองกุ้ยหลินบริเวณที่แม่น้ำหลีเจียง กับแม่น้ำถาวฮัว ไหลมาบรรจบกัน จากภายในสวนจะมองเห็นเขางวงช้าง เด่นสง่าราวกับมีชีวิตท่ามกลางสายน้ำและขุนเขา

7.ถ้ำจันทร์วารี(สุ่ยเยว์)
 ณ เขางวงช้าง บริเวณระหว่างงวงช้างกับขาช้างนั้นจะเป็นถ้ำจันทร์วารี ซึ่งเกิดจากการ ดันตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 12000 ปีก่อน ก่อให้เกิดช่องทะลุระหว่างทิศตะวันออก กับตะวันตก ยาว 17 เมตร กว้าง 9.5 เมตร และสูง 12 เมตร ปากถ้ำหันไปทางตะวันออก รับกับดวงอาทิตย์ขึ้น บางครั้งจึงเรียกถ้ำรับตะวัน(ฉาวหยาง) แต่ว่าถ้ำอยู่ในน้ำ เวลารับแสงตะวันแล้วแลดูเหมือนพระจันทร์ดวงโตที่สว่างไสว จึงเป็นที่มาของชื่อ

8.ถ้าหลูตี๋
 ถ้ำหลูตี๋อยู่ทางทิศตะวันตำเฉียงเหนือของเมืองกุ้ยหลิน ห่างจากตัวเมือง 5 กิโลเมตร เป็นสถานที่สำหรับคนที่ชอบเที่ยวถ้ำเป็นหลัก และชมทิวทัศน์และชีวิตชาวบ้านในชนบท เป็นของแถม ตัวถ้ำมีความลึก 240 เมตร ภายในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย รูปร่างหน้าตา แปลก ๆ มากมาย บ้างก็เป็นรูปเสา รูปเจดีย์ รูปม่าน แต่ถึงขึ้นชื่อและเป็นที่สนใจของ นักท่องเที่ยวอย่างมาก คือ หินมังกรรอบเจดีย์ หินสิงห์เริงรับตะวัน หินป่าดึกดำบรรพ์ หินป่าหิมพาน และวังคริสตัล เป็นต้น ถ้ำนี้จึงได้รับการขนานนามว่า "ห้องแกลเลอลี่ศิลปะธรรมชาติ"   ถ้ำนี้ได้มีอาคันตุกะมาเยือนตั้งแต่ ค.ศ. 792 ในสมัยราชวงศ์ถัง ภายในผนังถ้ำจึงภาพเขียน ประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยพู่กันอยู่ถึง 77 ภาพ  เดิมที่ถ้ำนี้ไม่เป็นที่รู้จัก เนื่องจากปากถ้ำแคบ ๆ และปกคลุมไปด้วยหญ้าหลูตี๋ ซึ่งชาวบ้านนำหญ้านี้มาทำขลุ่ย หรือ จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำ ส่วนที่ไม่เป็นที่รู้จักนั้น นอกจากปากถ้ำไม่เป็นที่สังเกตแล้ว ชาวบ้านที่รู้ในละแวกนั้นก็ช่วยกันปกปิดไม่ยอม แพร่งพรายออกไป เนื่องจากสมัยนั้นบ้านเมืองไม่สงบ ชาวบ้านจึงใช้ถ้ำนี้สำหรับหลบภัย แต่หลังจากประเทศจีนปลดปล่อยแล้ว ความจำเป็นใช้ถ้ำหลบภัยก็หมดไป ถ้ำนี้จึงได้ถูก เปิดเผย และได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจนทุกวันนี้

9.แสงสีเสียง-หลิวซันเจ่
 โรงละครที่มีฉากธรรมชาติสายน้ำและขุนเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก การกำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในโลก ละครร้องบทเพลงพื้นบ้านที่สืบทอดยาวนานที่สุด ฉากการแสดงอลังการที่สุด คงหาชมได้ไม่ง่ายนัก ด้วยฝีมือการกำกับของจางยี่เหมา ที่โด่งดังจากภาพยนต์ เลื่องชื่อเรื่อง ฮีโร่ พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้กำกับหนุ่มอีกสองคน-หวังฉาวเกอ 、และฝานเอยี่ยนใช้เวลาในการศึกษาจัดเตียมสามปี จึงปรากฏเป็นการแสดงอัน ยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงวัฒนธรรมแห่งชีวิตที่แวดล้อมด้วยสายน้ำและขุนเขา วิถีชีวิตของ ชนกลุ่มน้อยในเขตปกครองตนเองกว่างซี ท่วมกลางฉากธรรมชาติอันสวยงาม สร้างความ ตื่นเต้น ประทับใจ ในศิลปะการแสดงบริเวณริมฝั่งตลอดแนวสองกิโลเมตรของแม่น้ำหลีเจียง ฉากหลังขุนเขาสิบสองลูก ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่ไร้ขอบเขต ประกอบขึ้นเป็นโรงละครธรรมชาติแห่งสายน้ำ และขุนเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบกับการลงทุนอันมหาศาลด้านแสง สี หมอกควันที่ ออกแบบสร้างขึ้นมาเฉพาะไม่เหมือนใคร ทำให้การแสดงเหมือนฝัน หรือ อยู่ในแดนเทพนิยาย การแสดงเริ่มจากเวทีทั่วไปซึ่งมีพื้นที่อันจำกัด ตามด้วยเวทีธรรมชาติที่คุณมองสุดลูกหูลูกตาของแม่น้ำหลีเจียง ขุนเขาแห่งกุ้ยหลิน ให้ความรู้สึกของความเป็นธรรมชาติที่ปลอดโปร่ง การแสดงบนเวทีนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ ของมนุษย์ ส่วนการแสดงในเวทีธรรมชาตินั้น เป็นสิ่งประดิษฐ์ร่วมของพระเจ้ากับมนุษย์ ยอดเขาที่อิงแอบ ภาพสะท้อนบนพื้นน้ำ หยดฝนและหมอกควัน เสียงเริงระบำของใบไผ่ แสดงจันทร์นวลผ่อง สิ่งเหล่านี้พร้อมที่จะเป็นตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนเวทีได้ทุกเมื่อ สร้างสรรบทเพลงประกอบอันไพเราะงดงาม บทของตัวละครธรรมชาติเหล่านี้จะ แปรเปลี่ยนไปตามเวลาฤดูกาล ซึ่งดูเมื่อไรก็ล้วนได้บรรยากาศแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำกันเลย  บทการแสดงยืดตามบทของ "ตามรอยหลิวซันเจ่" โดยนำเอาองค์ประกอบ แห่งบทเพลงพื้นบ้าน วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย ชีวิตชาวประมงในแม่น้ำ หลีเจียง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแห่งธรรมชาติ การดำรงอยู่ของมนุษย์ที่กลมกลืนอย่างลงตัว และเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมของกว่างซี คือหลิวซันเจ่ กับแหล่งท่องเที่ยว ก้องโลก  การแสดงในนักแสดงร่วม 600 ขีวิต ด้วยเครื่องแต่งกายที่แตกต่างกันไป อาทิ ของชนชาติจ้วง、ชนชาติเย้า、และชนชาติแม้ว ใช้เวลาการแสดง ประมาณ 60 นาที สำหรับผู้ชมจะชมบนริมแม่น้ำตลอดฝั่งสองกิโลเมตร โดยมีที่นั่งที่จัดไว้ ทั้งหมด 2200 ที่ แบ่งเป็นที่นั่งธรรมดา 2000 ที ที่เหลือเป็นที่นั่งระดับวีไอพี

10.คลองขุดซิงอันหลิงฉวี
 หลิงฉวีหรือคลองขุดหลิง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอซิงอัน ซึ่งเริ่มก่อสร้างในสมัยก่อนคริสตกาล 214 จึงเป็นระบบการชลประทานยุคโบราณที่ ยิ่งใหญ่ของประเทศจีน และก็เป็นคลองขุดที่เก่าแก่ที่สุดของโลก คลองขุดนี้เชื่อม ระหว่างแม่น้ำเซียงของมณฑลหูหนัน กับแม่น้ำหลีเจียงของกว่างซี เมื่อรวมกับคลองขุดเจิ้งกั๊ว ของส่านซี และตูเจียง ของซื่อฉวน (เสฉวน) รวมกันเรียกว่า "สามมหาวิศวกรรมชลประทานแห่งราชวงศ์ฉิน"  ค.ศ. 221 เมื่อจักรพรรดิฉินได้รวบรวมหกก๊กเข้าเป็นหนึ่งแล้ว เพื่อรักษาฐานอำนาจของ พระองค์ จึงได้ส่งทหารจำนวน 500,000 นาย แบ่งออกเป็นห้าเส้นทางลงสู่ทางใต้ แต่เนื่องจากภูมิประเทศเป็นปากเขา ธัญหารไม่พร้อม เมื่อกรำศึกนานแล้วยังไม่บรรลุ จึงออกคำสั่งให้ขุดคลองเพื่อใช้ลำเลียงเสบียง ใช้เวลาเป็นแรมปีจนขุดสำเร็จ คลองนี้จึงถือเป็นคลองเพื่อการรวมแผ่นดินจีน เพื่อเชื่อมโยงระหว่างดินแดนขุนเขาทางใต้ กับแผ่นดินที่ราบทางภาคกลาง และเป็นทางแลกเปลี่ยนศิลปะวัฒนธรรมที่สำคัญ คลองนี้จึงถือว่ามีความสำคัญยิ่งในทางประวัติศาสตร์จีน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอซิงอันเช่นกัน

11. ที่นาขั้นบันไดหลงเซิ่ง
 ที่นาขั้นบันได ที่แลดูเหมือนกับมังกรเลื้อยรอบเนินเขาที่เรียกว่า ที่นาขั้นบันไดหลงเซิ่ง ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอหลงจี๊ แถบหมู่บ้านเหอผิง เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีพื้นที่ราบ ชาวบ้านจึงทำนาบนภูเขาในลักษณะขั้นบันได โดยไล่ตั้งแต่ตีนเขาจนถึงยอดเขา เนินเขาเตี้ยก็ดูเหมือนกับขดก้นหอย ส่วนภูเขาสูงก็ดู เหมือนเจดีย์ แต่ละขั้นต่ละชั้น สลับซ้อนเรียงกันสูงขึ้นเรื่อย ๆ มันช่างอัศจรรย์ยิ่ง ที่นาขั้นบันไดหลงเซิ่งอยู่ห่างจากอำเภอหลงจี๊ 27 กม. และห่างจากกุ้ยหลิน 80 กม. มีพื้นที่นาทั้งหมด 66 ตารางกิโลเมตร และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลระหว่าง 300-1100 เมตร ความลาดชัน 26-35 องศาส ส่วนที่ลาดชันที่สุดชันถึง 50 องศาส ถึงแม้ที่นาขั้นบันไดจะมีอยู่ทั่วไปทางตอนใต้ของจีน แต่ว่าความกว้างใหญ่และ ความสวยงามเหมือนกับที่หลงเซิ่งนั้นกลับหาดูได้ยาก   ทัศนียภาพของที่นาขั้นบันไดตลอดปีสี่ฤดูจะไม่เหมือนกัน ฤดูใบไม้พลิ น้ำท่าอุดมเริ่มปักต้นกล้า จึงแลดูเหมือนสายสร้อยที่คล้องเรียงบนภูเขา ฤดูร้อน ต้นข้าวเขียวขจี เหมือนคลื่นสีเขียวที่โหมพักมาเป็นระลอก ๆ  จากฟากฟ้า ในฤดูใบไม้ร่วง ต้นข้าวโตได้ที่พร้อมเก็บเกี่ยวด้วยสีเหลืองทองอร่ามดั่งเจดีย์ทองคำ ส่วนฤดูหนาว มวลหิมะสีขาวปกคลุมทั่วทั้งภูเขา จึงดูราวกับเป็นผาหยกขาวในก้อนเมฆ   ชาวบ้านที่ทำนาในบริเวณนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นชนชาติจ้วง และชนชาติแม้ว ซึ่งเราสามารถสัมผัสวัฒนธรรมของชาวจ้วง ด้วยเครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ การละเล่นระบำพื้นบ้าน ตลอดจนเสียงเพลงพื้นบ้านที่บ่งบอกถึงจิตวิญญาณ ของชาวจ้วงอย่างแท้จริง

มณฑลเสฉวน
1. จิ่วไจ้โกวแห่งซื่อชวน
 จิ่วไจ้โกว ตั้งอยู่ตอนบนของแม่น้ำหมินเจียงอำเภอหนันผิง บริเวณอาป้าโจว  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอีกแห่งที่คนไทยเราน่าจะรู้จักอันเนื่องจากการ โปรโมทของการท่องเที่ยวแห่งมณฑลซื่อชวนหรือใครที่ยังไม่เคยไปท่องเที่ยวซื่อชวน แต่ก็ยังคงรับรู้เกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้จากนิยายหรือ ภาพยนต์เรื่องสามก๊ก หรือจากหมีแพนด้าที่ทางการจีนให้ประเทศไทยยืมมาไว้ที่สวนสัตว์ เชียงใหม่ ซึ่งซื่อชวนเป็นบ้านเกิดของหมีแพนด้าเช่นกัน ส่วนใครที่เคยไปเที่ยวซื่อชวนมาแล้ว โดยเฉพาะจิ่วไจ้โกว ผมเชื่อว่าคนคนนั้นจะต้อง ไม่อยากมองท้องฟ้าและสายน้ำอีกนาน เนื่องจากกล่าวกันว่า "กลับจากหวงซัน เมินท้องนภา กลับจากจิ่วไจ้เมินวารี" ที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่าท้องฟ้าบนเขาหวงซัน มันสวยจะหาที่ไหนไม่ได้แล้ว ขณะที่สายน้ำที่จิ่วไจ้九 ก็สวยเสียจนหาที่เปรียบไม่ได้ เช่นกัน จีนได้ประกาศแห่งเป็น สถานที่ท่องเที่ยวในปี 1982 สายธารแห่งนี้มีหมู่บ้านของชาวจ้าง หรือทิเบตตั้งอยู่ ทั้งหมด 9 หมู่บ้าน จึงเป็นที่มาของชื่อจิ่ว (หมายถึง เก้า) ไจ้ (หมายถึงหมู่บ้าน ชาวทิเบต) และ โกว (หมายถึงสายธาร)

ตำนานจิ่วไจ้โกว
 ตามตำนานเล่ากันว่าเทพผู้พิทักสรรพพันธ์ไม้มีลูกสาว 9 คน ที่ทั้งเก่ง กล้าหาญ และฉลาด แถมยังมีจิตใจโอบอ้อมอารี วันหนึ่งได้ผ่านมาบริเวณนี้บนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เห็นปีศาจงูได้พ่นพิษลงในสายน้ำ ทำให้มนุษย์และสิงสาลาสัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก นางฟ้าทั้งเก้าจึงช่วยกันปราบปีศาจงูจนสิ้นฤทธิ์ หลังจากนั้น นางทั้งเก้าก็ได้แต่งงานกับ หนุ่มชาวทิเบตเก้าคน และต่างคนต่างช่วยกันฟื้นฟูสถานที่แห่งนี้ โดยตั้งหมู่บ้านของตน ขึ้นมารวมแล้วเก้าแห่ง นี่ก็เป็นอีกตำนานทีมาของชื่อ จิ่วไจ้โกว

2. เฉิงตู-ถิ่นกำเนิดแพนด้า
 เมืองเฉิงตู เป็นเมืองศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ ศิลปะวัฒนธรรมของมณฑลซื่อชวน และยังเป็นถิ่นกำเนิดของหมีแพนด้า เป็นเมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บนที่ราบสูง ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ปัจจุบันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจีน  เฉิงตูมีสถาพอากาศที่อบอุ่นชื้น พื้นดินอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรทางธรรมชาติมากมาย มีภูเขาอันสูงชันจนบางแห่งมีหิมะปกคลุมมากมาย ทะเลสาบ ลำธาร แม่น้ำ ล้วนแต่วิจิตร งดงามจนต้องทึ่งในฝีมือสร้างสรรค์ของธรรมชาติ เฉิงตูไม่เฉพาะแต่อุดมด้วยปฏิมากรรมทางธรรมชาติที่ส่วนงามเท่านั้น ยังมีสิ่งประดิษฐ์ สร้างสรรค์จากฝีมือมนุษย์ให้ชมไม่น้อยเช่นกัน อาทิวัดหรือสถานที่ทางพิธีกรรมใน สมัยโบราณ เช่น ว่างฉงสือ อนุสาวรีย์แม่ทัพเผิงต้า ตูเจียงเยี่ยน หวู่เหาสือ ตู้ฝู่เฉ่าถัง  หลักศิลาเป่ย โจวเวินหวัง  เวินซูย่วน ชิงหยางกง หย่งหลิง สุสานเมิ่งจือเสียง สุสานจูเยว่เหลียน ซีหวังหลิง อนุสาวรีย์วีระชนซินไห้ สุสานวีรชนสือเอ้อเฉียวอุตสาหกรรมทอผ้าไหมก็เป็นสิ่งที่เลื่องชื่นของเฉิงตู ซึ่งได้พัฒนาการทอผ้าไหมตั้งแต่สมัย ยุคซีฮั่นเลยทีเดียว ด้านอาหารก็เป็นอาหารที่รสชาติจัดจ้านและเผ็ดถูกปากคนไทย ที่สำคัญอีกอย่างคือ การละเล่นและการแสดงของซื่อชวน ที่บ้านเรารู้จักกันดีคือ การเปลี่ยนหน้ากากที่หาดูที่ไหนเทียบเท่าไม่ได้

3. เอ๋อเหมยซัน (เขาง้อไบ๋)
 เขาเอ๋อเหมย หรือ เขาง้อไบ๋ ที่คนไทยเรารู้จักอยู่ห่างจากเมืองเฉินตู 156 กม. ถ้าเดินทาง โดยใช้ทางด่วนจะต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ยอดเขาของเอ๋อเหมยซันสูงเสียบเมฆ ด้านหน้าเป็นหน้าผาชัน เมื่อมาถึงสถานที่ดังกล่าว เมื่อมองจากด้านตะวันตก จะเห็น ยอดเขาขาวพรุนปกคลุมด้วยหิมะ มองจากด้านตะวันออก จะเห็นที่ราบอันสวยงาม บรรยากาศชวนพิศวง มีทะเลเมฆ ลำแสงตะวันสาดส่อง ลำแสงแห่งความศรัทธา ตรงกลางยอดเขาต่างแย่งเสียดแทงโผล่ประชันความสูง โดยมีเมฆหมอกประดับยอด ลำน้ำในสายธารพุ่งทะยานสู่ผาน้ำตก หมู่วิหาดอกไม้เริงระบำทายทัก แมกไม้หนาทึบ ปกคลุมเติมสีสัน ต่างแสดงบทบาทช่วยกันแต่งแต้มให้เขาแห่งนี้เป็นที่ต้อนรับผู้มาเยือน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อของประเทศ จนในปี 1996 ทางองค์การ UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนเขาเอ๋อเหมยซันเป็นมรดกทางธรรมชาติและศิลปะวัฒนธรรม ตั้งแต่สมัยจิ้น (ค.ศ. 265-402) เป็นต้นมา เขาเอ๋อเหมยแห่งนี้ได้กลายเป็นแห่งปฏิบัติ ธรรมทางพุทธศาสนา เป็นหนึ่งในสี่ยอดเขาทางศาสนาพุทธของประเทศจีน ซึ่งมีประวัติ ยาวนานกว่าพันปีนับถือปัจจุบัน ด้วยลักษณะของยอดเขาที่สูงเด่นสวยงาม ภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนอย่างอัศจรรย์ ดังบทกลอนที่ว่า "หนึ่งขุนเขาสี่ฤดูกาล สิบลี้ฟ้าแปร ไม่เหมือนวัน"


4. พระพุทธรูปแห่งเขาเล่อซัน
 พระพุทธรูปแห่งเขาเล่อซัน ตั้งอยู่ชานเมืองเมืองเล่อซัน สถานที่อันเป็นจุดบรรจบ ของแม่น้ำหมิงเจียง ชิงยีเจียง ต้าตู้เหอ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมือง เล่อซัน จุดท่องเที่ยวสำคัญคือ เขาหลิงหยุน 、สุสานหินม๋าฮ่าว
เขาวูหยิวซัน 、พระนอนใหญ่ รวมพื้นที่สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมด 8 ตร.กม. ส่วนสถานที่เที่ยวข้างเคียงคือ เอ๋อเหมยซันอันเลื่องลือ

5. สุสานหินม๋าฮ่าว
 สุสานนี้เป็นสุสานในสมัยราชวงศ์ฮั่น ในสมัยนั้นใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุด รักษาวัตถุทางวัฒนธรรมของชาติ หน้าสุสานมีการแกะสลักเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และรูปภาพ จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญสำหรับนักโบราณคดี นักการศาสนา  เขาวูหยิวซัน กับเขาหลิงหยุนซัน ต่างตั้งตระหง่านเคียงข้างบนฝั่ง แม่น้ำหมิงเจียง เขาทั้งสี่ด้านเป็นพื้นน้ำ จึงทำให้แลดูกองหยกเขียวมรกดลอยอยู่ กลางลำน้ำ บนเขามีวัดวูหยิวซึ่งสร้างในสมัยราชวงศ์ถังเช่นกัน ตัววัดประกอบด้วยอาคาร 7 หลัง รอบวัดคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ บรรยากาศในวันจึง ตัววัดจึงสงบร่มรื่น  เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการค้นพบพระนอนขนาดใหญ่ยาวถึง 1300 เมตร การค้นพบดังกล่าว ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้ดึงดูดผู้คนมากยิ่งขึ้น

6. เขาสี่อนงค์
 เขาสี่อนงค์ หรือ ซื่อกูเหนียง ตั้งอยู่ระหว่างอำเภอเสี่ยวจิน กับอำเภอเวิ่นชวน เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาฉงหลาย เขาสี่อนงค์ประกอบด้วย ยอดเขาสี่ลูกเรียงจากทิศเหนือจรดทิศใต้ติดกันเป็นระหว่างทาง 3.5 กิโลเมตร ความสูง แตกต่างกันไปตั้งแต่ 6250เมตร 5664เมตรและ 5355 เมตร บนยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะ ตลอดทั้งปี เหมือนกับสี่สาวที่คลุมศีรษะด้วยผ้าสีขาว และน้องนุ่งสุดท้องที่สวยงาม สง่าที่สุด ปัจจุบันใครพูดถึงเขาสี่อนงค์จึงหมายถึงยอดเขาที่สูงที่สุดและสวยงามที่สุดที่ ปะพรมด้วยความขาวพรุนของหิมะ เขาสี่อนงค์เป็นที่เลื่องลือขึ้นชื่อของหมู่นักไต่เขานานาชาติ เชิงเขาที่ปกคลุมด้วยหมู่แมก ไม้นานาพรรณ พื้นที่ปกคลุมด้วยต้นหญ้าสีเขียวดั่งพรมทอชั้นเยี่ยม สายน้ำใสดั่งแก้ว คริสตัลไหลรินไม่ขาดสาย อุดมไปด้วยพันธุ์พืชและสัตว์นานาชนิด นอกจากแมลง หญ้าสมุมไพรนานาชนิด
ด้านตะวันออกของเขาสี่อนงค์พาดผ่านด้วยกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ดุดันของแม่น้ำหมิงเจียง ด้านตะวันตกมีแม่น้ำที่มีฉายาว่า "เส้นแบ่งสวรรค์" อากาศในหุบเขาอบอุ่น ฝนฟ้าอุดม ดอกไม้ป่าประดับไปทั่ว ธารน้ำใสเย็น ไหล่เขาสวมคลุมด้วยธารน้ำแข็ง ยอดเขาชันลาด หิมะเขาพรุน เขาสี่อนงค์อากาศเย็นสบาย ป่าไม้อุดมแวดล้อมไปด้วยนานา พรรณพืชและสัตว์น้อยใหญ่ ในระดับที่สูงจากน้ำทะเลกว่า 2500 เมตร ป่าดึกดำบรรพ์ยังมี กระจายเป็นจุด ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นปาสนภูเขา ณ แห่งนี้ ในฤดูใบไม้ผลิหมู่มวลดอกไม้บาน สะพรั่ง ฤดูร้อนต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี ฤดูใบไม้ร่วงร้อยสีประดา ฤดูหนาวหิมะขาวสะอาด สี่ฤดูสี่เสน่ห์มนต์ขลังชวนหลงไหล

7. หวงหลง-มังกรเหลืองในสระน้ำหยก
 หวงหลงหรือมังกรเหลือง เป็นสถานที่สวยงามกินระยะทางยาว 7 กิโลเมตร กว้าง 300 ม. เป็นลำธารที่รองรับหิมะที่ละลายจากยอดเขา ไหลผ่านป่าเขาที่มีภูมิประเทศที่แปลกเฉพาะ ผ่านไหล่เขาสีเหลือง ก่อให้เกิดเป็นแอ่งน้ำเป็นร้อยเป็นพัน ลึกบ้าง ตื้นบ้าง พื้นแอ่นเป็นสีเขียวราวกับหยกเนื้อดี เมื่อยามต้องแสงตะวันแล้ว สวยงามจนหากจะกล่าวว่า "สระน้ำหยกในโลกมนุษย์ สรวงสรรค์ในฝัน" หวงหลงตั้งอยู่ที่อำเภอสงพาน เนื้อที่ทั้งหมด 700 ตร.กม. ถือว่าเป็นเพื่อนบ้าน ของจิ่วไจ้โกว ในสภาพภูมิศาสตร์แล้ว มีหลาย ๆ อย่างที่ใกล้เคียงกับจิ่วไจ้โกว นั่นคือ จะประกอบด้วยลำธาร บ่อน้ำ สระน้ำ สายน้ำกับต้นไม้อันเป็นองค์ประกอบของทิวทัศน์ โดยเฉพาะบ่อน้ำอันเกิดจากน้ำตกจากยอดเขาสูงที่เกิดให้เกิดเป็นแอ่งน้ำเป็นชั้น ๆ ที่สวยงามชวนหลงไหล

8. สระนางฟ้า
 เนิ่นเอินซันฉั้ว ( เข้าใจว่าเป็นภาษาทิเบต) หมายถึง สถานที่อาบน้ำของนางฟ้า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของซื่อชวน ทางด้านใต้ของเทือกเขาหมิงซัน กินพื้นที่ทั้งหมดสามแสนเฮกเตอร์ ห่างจากจิ่วไจ้โกว 40 กม. จุดศูนย์กลางของ เนิ่นเอินซันฉั้วอยู่ตลอดแนวลำธาร 3 กม. และล้อมรอบด้วยป่าไม้และป่าไฝ่หนาทึบ และแบ่งพื้นที่เป็นจุดชมวิวสามจุดหลัก จุดบนสุดเรียก "ลานดอกบัวเจิดจรัส " จุดตรงกลางเรียก "สระนางฟ้า ” จุดล่างสุดเรียก “เกลียวคลื่นแห่งสายธารสุวรรณ"
ลานดอกบัวเจิดจรัส เป็นคันหินปูนที่ก่อรูปเป็นเขื่อนในรูปร่างต่าง ๆ ภายในสระสีเขียวฟ้า น้ำที่ใสสะอาด สระในลักษณะดังกล่าวมีทั้งหมดหลายสิบสระ ผิวน้ำในสระนิ่งเรียบราวกับ แผ่นกระจก เมื่อสะท้อนกับก้อนเมฆบนท้องฟ้า เห็นก้อนเมฆลอยล่องอยู่สรวงสวรรค์ ท่ามกลางดอกบัวหลากสี
สระนางฟ้า จะมีขนาดใหญ่ที่อยู่ถัดลงไปจากลานดอกบัวเจิดจรัสแผ่นป่าดึกดำบรรพ์ไป ราว 1 กม. สูงจากระดับน้ำทะเล 3030 เมตร ประกอบด้วยสระน้ำสีเขียวครามขนาด ใหญ่สามสระ แต่ละสระใหญ่สิบกว่าหมู่ (หมู่เป็นหน่วยวัดพื้นที่ของจีน 1 หมู่ = 667 ตร.เมตร) สระบนเรียก "สระต้าหู" สระกลางเรียก "ลู่ไห่จือ" สระล่างเรียก "ต้าไห่จือ" ทั้งสามสระรวมกันเรียกว่า "สระนางฟ้า" รอบ ๆ สระนางฟ้าเป็นสันเขื่อน หินปูนขนาดเล็กจำนวนมาก ส่วนใหญ่สีเหลืองอ่อนและสีขาว สีสันสดใส ภายใต้หินปูน เป็นรากของต้นไม้ กิ่งหมายที่ถูกทับถมกลางเป็นรูปร่างต่าง ๆ บ้างก็ดูเหมือนหินโมรา (Agate) บ้างก็ดูเหมือนปะการัง บ้างก็ดูเหมือนมูกเม็ดงาม รูปร่างสันฐานสวยงามปราณีต ช่างเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติที่สวยงามยิ่ง
เกลียวคลื่นแห่งสายธารสุวรรณ เกิดจากเป็นยิปซัมที่น้ำไหลพัดพาและแรงน้ำตกก่อนให้ เกิดลวดลายรูปคลื่นแปลกตา นอกจากลายคลื่นอันแปลกตาแล้ว ยังสามารถชมวิถีชีวิตของ ชาวทิเบตดั้งเดิม การทำไร่แบบดั้งเดิม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าชมยิ่ง

9. วั่วหลง-เขตอนุรักษ์หมีแพนด้า
 เขตอนุรักษ์หมีแพนด้าวั่วหลงอยู่ในมณฑลซื่อชวน อำเภอเวิ่นชวนในเขตพื้นที่ของ ชนชาติ ทิเบตอาป้าและชนชาติเซียง ห่างจากเฉินตู เมืองหลวงของซื่อชวน 130 กม. การคมนาคมสู่เขตอนุรักษ์สะดวกสบาย เขตอนุรักษ์นี้ได้เริ่มก่อทั้งเมื่อปี 1963 ใช้พื้นที่ถึง 200,000 เฮกเตอร์ ในปัจจุบันมีประชาชนอาศัยอยู่ในเขตอนุรักษ์ทั้งหมด 5434 คน โดยเป็นเกษตรกรถึง 4550 คน
ปี 1980 เขตอนุรักษ์นี้ได้เข้ากับองค์การ UNESCO จัดเป็นเขตอนุรักษ์แห่งการอยู่ร่วมกัน ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และได้ร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สัตว์จัดเป็นศูย์วิจัยเพื่ออนุรักษ์ หมีแพนด้า
เขตอนุรักษ์ธรรมชาติวั่วหลงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งในและต่างประเทศว่า เป็น "บ้านของหม่แพนด้า" "ศูนย์เพาะยีนสัตว์หายาก" "สวนธรรมชาติพันธุ์พืชและสัตว์ป่า" ปัจจุบันมีหมีแพนด้าอยู่ทั้งหมด 100 กว่าตัว หรือเท่ากับร้อยละสิบของทั้งประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่พิทักษ์พันธุ์สัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์ เช่น ชะนีขนทอง และสัตว์อื่น ๆ รวม 56 ชนิด เขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้มีลักษณะพิเศษกว่าที่อื่น ๆ คือ มีความหลากหลายของ ภูมิประเทศ ทัศนียภาพสวยงาม สภาพอาหารเหมาะสม เพรียบพร้อมไปด้วยภูเขา น้ำ ป่า ถ้ำ ผาสูง ความงดงาม เป็นต้น และยังตื่นตาตื่นใจกับศิลปะวัฒนธรรมชนชาติจ้าง และ เซียง ด้วยความพยายามของทางเขตอนุรักษ์มานานปี ทำให้ประสบความสำเร็จในการ ผสมเทียมหมีแพนด้าซึ่งปรกติมีลูกยากถึง 48 ท้อง ได้ลูกแพนด้า 72 ตัว และอยู่รอด 59 ตัว ตัวที่อยู่รอดในปัจจุบันมีอายุได้ 5 ปีแล้ว

10. โหมวหนีโกว
 โหมวหนีโกว ตั้งอยู่ทางตะวันตกของอำเภอสงฟาน ภายในหมู่บ้านโหมวหนี มีพื้นที่ 160 ตร.กม. อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 2800 จุดที่สูงสุดสูงถึง 4070 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 4 องศา องค์ประกอบสำคัญของทิวทัศน์คือ ภูเขา ถ้ำ ป่า ทะเลสาป ทะเลสาบใหญ่น้อยมีความงามสามารถที่จะประชันกับจิ่วไจ้ได้ ส่วนน้ำตกก็ สามารถประกวดประชัดกับหวงหลงได้ นอกนั้นยังมีหมู่ถ้ำให้นักเที่ยวได้สำรวจ มีบ่อน้ำร้อนให้ลงแช่อาบได้ ถ้าหากคุณเป็นนักธรณีวิทยา ยังสามารถศึกษาหิน ฟอสซิลต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย จุดท่องเที่ยวสำคัญที่สุดสองจุดคือ น้ำตกจากา และทะเลสาบเอ้อด้าวไห่ การเข้าสู่น้ำตกจากาอาจไปได้ทั้งรถยนต์ซึ่งใช้เวลา เดินทาง 1 ชั่วโมง หรือจะขี่ม้าเข้าไปก็ได้ แต่สำหรับการเข้าไปเอ้อไห่ด้าวแล้ว มีวิธีเดียว เท่านั้นที่เข้าถึงได้คือ ขี่ห้า และจะใช้เวลาไปกลับถึง 2-3 วัน ความสวยงามที่นี่ไม่แพ้ จิ่วไจ้ แต่เงียบสงบกว่า ที่สำคัญในฤดูหนาว น้ำที่นี่จะไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง

11. ทะเลสาบบุปผา(ฮัวหู)
 ทะเลสาบฮัวหู(บุปผา) หรืออีกชื่อ ทะเลสาบเหม่ยตั่วหู (ทะเลสาบช่องาม) ถือเป็นบุษราคัมแห่งทุ่งหญ้า ผิวหน้าเปล่งประกายสีทองระยิบระยับยามแสงตะวันลูบไล้ ขอบทะเลสาบประดับประดาด้วยต้นหญ้าที่แต้มสีสันแตกต่างกันไปตามฤดูกาล หมู่ฝูงนก เป็ดน้ำ หงส์ ต่างเริ่งร่าบินลงมาร่ายรำ แหวกว่าย หรือบินโฉบอย่างอิสระ บางโอากสก็มี กระดาษป่าเป็นดารารับเชิญแวะเวียนมาร่วมเติมแต่งให้ชีวิตในทุ่งกว้างมีชีวิตชีวา ยิ่งขึ้น การได้มาเยือนทะเลสาบบุปผามันยิ่งกว่าเข้าไปอยู่ในดินแดนอาณาจักรแห่งเทพนิยาม โดยคุณเป็นดั่งพระราชาของเหล่าฝูงสัตว์ในอาณาจักรแห่งฝันนี้
การเดินทางสู่ทะเลสาบบุปผา สามารถเลือกได้สามทางคือ จากอำเภอยั่วก้าย เป็นถนนลูกรัง ระยะทาง 40 กม. ทางที่สองคือไปทางน้ำจากแม่น้ำเหลืองตรงท่าที่ 1 ของถังเค่อ ราคาทาง 90 กม. ทางสุดท้ายจากวัดหลางมู่ เดินทางด้วยรถ ถนนดินแดง ระยะทาง 40 กม.

มณฑลทิเบต
1.จ้าง “เมืองลับแล” แห่งหลังคาโลก 
 ซีจ้าง  หรือทิเบต เป็นอาณาจักรแต่โบราณร่วมพันปี ที่ผู้คนจำนวนมากใคร่อยากสัมผัสวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมของชาวทิเบต ย้อนหลักกลับไปประมาณ 1300 ปีที่แล้ว  ผู้กล้าแห่งทิเบต  สงจ้านกานป้ (ออกเสียงตามภาษาจีน) ได้รวบรวมอาณาจักรแห่งที่ราบสูงที่หนาวเย็นปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี  ท่านได้พยายามสรรหาวิทยาการ ศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรรอบข้างเพื่อนำมาพัฒนาสังคมทิเบต  เริ่มในปี ค.ศ.638 สงจ้านกานปู้ได้พยายามส่งทูตเพื่อไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับราชวงศ์ถัง ความพยายามมาสำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 641 จึงสามารถฟันฝ่าอุป-สรรค์นานัปการบนเส้นที่เต็มไปด้วยอันตรายบนเส้นทางโบราณที่เรียกกันว่า เส้นทางโบราณ“ถังฝาน”มุ่งหน้าสู่ ป่ายไห่ (ปัจจุบันอยู่ในอำเภอหม่าตัวมณฑลชิงไห่ ) เพื่อมาสู่ขอองค์หญิงเหวินเฉิน แห่งราชวงศ์ถัง
 องค์หญิงเหวินเฉิน ได้เดินทางสู่ทิเบตพร้อมกับรูปปั้นของ“พระศักยมุนี” และได้นำประดิษฐานหน้าวิหารที่กำลังก่อสร้างในกรุงลาซา ในขณะเดียวกันองค์หญิงยังได้นำเอาตัวไหม พันธุ์พืชต่าง ๆ ผู้เชียวชาญในการผลิตสุรา และการผลิตกระดาษ ไปพร้อมกับนาง ในช่วงนี้ของประวัติศาสตร์ทิเบต ชาวทิเบตจึงเริ่มมีภาษาทิเบตของตนเองที่ใช้จนถึงทุกวันนี้ชาวทิเบตเรียนรู้วิธีการคำนวณของชนเผ่าฮั่น ตั้งแต่นั้นมา ลูกหลานชาวทิเบตที่มีฐานะก็มุ่งหน้าสู่เมืองซีอัน เพื่อเรียนรู้วิทยาการ โดยการเดินทางตามเส้นทางโบราณถังฝานด้วยความยากลำบาก  หลังจากที่วิหารกรุงลาซาก่อสร้างเสร็จ เพื่อรำรึกถึงความดีงามของบรรพชนที่นำเอารูปปั้นพระศักยมุนี จึงนำไปประดิษฐานไว้ในวิหาร  และวิหารดังกล่าวก็กลายเป็นวิหารศักสิทธิ์ และศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวทิเบต
 ในช่วงเวลาเดียวกัน เทือกเขากันสูงชันและเต็มไปด้วยอันตรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ชาวจีนผู้กล้าหาญและชาญฉลาดอีกกลุ่มหนึ่งได้นำเอาใบชา เกลือ สิ่งทอ ที่ชาวทิเบตชื่นชอบขนเข้าไปสู่ที่ราบสูง และในขากลับก็นำเอาสินค้าพื้นเมืองของชาวทิเบตและม้าอาชาจากทิเบตกลับมา เราจึงเห็นเป็นที่ชินตาบนเส้นทางนี้จะเต็มไปด้วยโครงกระดูกขาวพรุนของม้าตลอดข้างทาง เป็นอยู่อย่างนี้ยุคแล้วยุคเล่า ต่อมาจึงกลายเป็นเส้นทางโบราณสายประวัติศาสตร์อีกสายหนึ่งอันเลื่องชื่อ ที่รู้จักกัน“เส้นทางโบราณชาอาชา หรือ ฉาหม่ากู่ด้าว”
ในระหว่างที่ขบวนเสด็จขององค์หญิงเคลื่อนผ่าน ผืนดินดันเย็นยะเยือกรอยกงล้อที่ประทับลงบนพื้นเป็นทางยาวบนที่ราบสูงแห่งนี้ไม่เคยจางหายในยุคถังไท่จง ปีเจิงกวง
 ถึงยุคถังซวนจง ต้าจงปีที่ 5
 ราชวงศ์ถู่ฟานเกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในก่อนหลัง 200 ปี ชาวฮั่นกับชาวทิเบตไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิด มีการส่งขุนนางระดับสูงแลกเปลี่ยนกันระหว่างถังและฟานรวม 142 ครั้ง จนถึงราชวงศ์หยวน ท่านข่านได้รวมทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างเป็นทางการ  รอยแห่งกงล้อบนเส้นทางโบราณนี้ยิ่งฝังลึกจนไม่อาจลบเลือนได้อีกต่อไป
 ปี ค.ศ. 1244  ผู้นำทางจิตใจของทิเบตพร้อมด้วยผู้ติดต่ออีกจำนวนหนึ่งซึ่งรวมหลานชายที่อายุเพียง 10 ขวบ ปาซือปา อยู่ด้วย เดินทางออกจากกรุงลาซามุ่งไปทางเหนือ ผ่านดางสงน่าฉวี่ที่ลุ่มแม่น้ำเหลืองข้ามเทือกเขาคุนหลุน ที่ราบสูงชิงจ้าง และมาถึงเมืองเหลียงโจว ในปี ค.ศ.1247  เพื่อเจรจาความกับรัฐบาลกลาง โดยยอมรับเงื่อนไขการอยู่ภายใต้อาณัติของราชสำนักส่วนกลาง เลิกล้มความตั้งใจที่จะแยกตัวเป็นอิสระ


มณฑลปักกิ่ง
 ปักกิ่ง หรือ เป่ยจิง (Beijing) เป็นเมืองหลวงของจีน มาได้ตั้งแต่ปี 1215 AD ตั้งแต่สมัยของเจงกิสข่าน ในตอนนั้นใช้ชื่อ ต้าตู (great capital) หรือ khanbaliq และในปี 1368 ราชวงศ์มองโกล ก็ถูกโค่นลงโดย ราชวงศ์หมิง และเมืองหลวงได้ถูกตั้งชื่อใหม่เป็น เป่ยพิ๋ง (beiping) และเมืองหลวงถูกย้ายไปอยู่ หนานจิง อยู่ช่วงหนึ่ง และในต้นศตวรรษ 14 เมืองหลวง ได้ถูกย้ายกลับมาที่เป่ยพิ๋ง และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เป่ยจิง ซึ่งในช่วงนี้พระราชวังต้องห้าม และ เทียนถาน ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยนี้ และต่อมาพวกแมนจูก็ได้รุกรานลงมา และได้ตั้งราชวงศ์ชิงขึ้น ในสมัยของจักรพรรดิ์คังซี และ เฉียนหลง เป่ยจิงได้มีการขยาย และต่อเติมอย่างมากมาย พระราชวังฤดูร้อนก็ได้ถูกสร้างขึ้น และในช่วง 120 ปีสุดท้ายของราชวงศ์แมนจู ก็ได้เกิดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของการต่อสู้บุกรุกของจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกและญี่ปุ่น จนในปี 1949 กองทัพปลดแอกประชาชน ของพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ายึดครองประเทศ และประกาศจัดตั้งประเทศเมื่อ 1 ตค. 1949 ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ต่อหน้าประชาชนกว่า 5 แสนคน

1. พระราชวังต้องห้าม (zi jin cheng) หรือ รู้จักกัน ในนาม กู้กง (gugong)
 เป็นพระราชวัง ใจกลางกรุงปักกิ่ง เป็นที่ พำนักของจักรพรรดิ์ ในราชวงศ์หมิง และฉิง นับเป็นสถาปัตยกรรม ดั้งเดิม ของจีน ที่มีความซับซ้อน และสมบูรณ์ ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ในปัจจุบันเป็นที่เก็บ สะสมสิ่ง มีค่าทางศิลปและ วัฒนธรรม ที่หายากของจีน

2. กำแพงเมืองจีน
 เป็นที่กล่าวกันว่า นักบินอวกาศของสหรัฐ เมื่อโคจรอยู่นอกโลก มองลงมาสิ่งปลูก สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ที่พบเห็นเป็นสิ่งแรก คือ กำแพงเมืองจีน นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจ ถึงความอลังการ์ของมัน กำแพงเมืองจีน หรือ ฉางเฉิง มีความยาว 6,700 กม. จากทางชายฝั่งตะวันออกที่ ซานไห่กวน ไปทางตะวันตกจบลงที่ เจียยู่กวน ในทะเลทรายโกบี  กำแพงเมืองจีน ถูกสร้างเมื่อ 2000 ปีมาแล้วในสมัยราชวงศ์ฉิน (221-207 BC) ในยุคของ จักรพรรดิ์ฉินฉือหวง กำแพงถูกแยกสร้างออกเป็นส่วนๆ โดยรัฐอิสระต่างๆ เพื่อป้องกันการรุกราน ของคนเถื่อนทางเหนือ และกำแพงเหล่านี้ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ปัจจุบันกำแพงส่วนใหญ่เสื่อมโทรม จนแทบไม่เหลือสภาพของความเป็นกำแพงอยู่เลย บางส่วนถูก กลืนเป็นฝุ่นทราย หรือซากบนภูเขา บางส่วนถูกตัดผ่านกลางเป็นถนน และทางรถไฟ มีเฉพาะบางส่วนที่ถูกบูรณะซ่อมแซมสำหรับนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม โดยเฉพาะที่ปักกิ่ง สามารถเดินทางไปเที่ยวชมกำแพงเมืองจีนได้ 3 จุดที่มีชื่อเสียง คือ
 ปาต้าหลิง Badaling changcheng
 ปาต้าหลิง ตั้งอยู่ 70 กม.ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปักกิ่ง และเป็นที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มาชมกำแพงเมืองจีนกันที่นี่ ปาต้าหลิงถูกบูรณะขึ้น เมื่อปี 1957 และกำแพงถูกปรับปรุงเป็นระยะ หลายร้อยเมตร แต่ถ้าเรายังคงเดินต่อไป จะพบส่วนของกำแพงซึ่งยังไม่ได้รับการบูรณะ เป็นอยู่ตามสภาพของมัน และนักท่องเที่ยวน้อย เดินกันมาไม่ถึง การเดินทางมาปาต้าหลิง ค่อนข้างสะดวก สามารถหาซื้อทัวร์ท้องถิ่นได้ทั่วไปในเมือง ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาเยี่ยมชมที่ ปาต้าหลิง
 มู่เถียนยู่  Mutianyu changcheng
 มู่เถียนยู่ เป็นกำแพงเมืองจีนแห่งที่สอง ที่เปิดให้เข้าชม ตั้งอยู่ 90 กม.ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของปักกิ่ง มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น รถกระเช้า เช่นเดียวกับที่ ปาต้าหลิง ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยว มาเที่ยวน้อยกว่าปาต้าหลิง สำหรับนักท่องเที่ยวที่มากันเอง ส่วนใหญ่จะมาที่นี่ ส่วนการหาซื้อทัวร์ ก็พอหาซื้อได้ ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แต่ต้องถามให้แน่ใจ ไม่เช่นนั้นทัวร์นั้น อาจนำท่านไป ปาต้าหลิงได้

 ซือหม่าไถ Simatai changcheng
 ซือหม่าไถ  ถือว่าเป็นส่วนของกำแพงเมืองจีนที่มีความลาดชัน และค่อนข้างคงความเป็นสภาพปัจจุบันที่เสื่อมโทรม จึงมีความสวยงามเป็นอีกแบบ และที่นี่ไม่มี สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น รถกระเช้า หลายคนที่ไปเที่ยวชมมาแล้วกล่าวว่าที่นี่เป็นกำแพงเมืองจีน ที่งดงามที่สุด ซือหม่าไถ ตั้งอยู่ 110 กม.ตะวันออกเฉียงเหนือของปักกิ่ง ค่อนข้างไกลเมื่อเทียบกับ ที่อื่น และนักท่องเที่ยวยังมากันน้อย ทำให้การเดินทางโดยรถ ประจำทางไม่ค่อยสะดวก แต่ก็อาจ หาเหมารถจากปักกิ่ง ไปได้ ใช้เวลาในการเดินทาง 2-3 ชม.

3.เทียนถาน กงหยวน Tiantan Park หรือ the temple of heaven
 อาจกล่าวได้ว่า เทียนถาน เป็นสัญญลักษณ์หนึ่ง ของปักกิ่งก็ว่าได้ โดยเฉพาะ Hall of prayer for good harvests (ฉีเหนียนเตี้ยน ดังรูปซ้ายมือ) ตั้งอยู่ในพื้นที่ 267 เฮคตาร์ และเป็นสวนสาธารณะ เพียงแต่ว่าในพื้นที่ชั้นใน จะเก็บค่าผ่านประตูเข้าไปชมสำหรับนักท่องเที่ยว Hall of Prayer for Good Harvests (qi nian dian) ฉีเหนียนเตี้ยน (ดังรูป) เป็นส่วนที่มีความ สำคัญที่สุด ในเทียนถานกงหยวน ถูกสร้างขึ้นในปี คศ.1420 โครงสร้างมี ลักษณะเป็นระเบียง หินอ่อนสามระดับ มีความสูง 38 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เมตร ตัวโครงสร้างไม่มีตะปู หรือซีเมนต์ในการยึดโครงสร้างเลย แต่ใช้เสาและคานไม้รองรับน้ำหนัก ตัวเพดานส่วนบน มีความสวยงาม และเป็นสัญญลักษณ์ของกรุงปักกิ่งทีเดียว    เริ่มแรกสร้างใน ราชวงศ์หมิง สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการ ประกอบ พิธีกรรมบวงสรวงเทพยดา โดยโอรสของสวรรค์ ซึ่งก็คือฮ่องเต้ เพื่อให้การกสิกรรม พืชผลอุดมสมบูรณ์ และเพื่อบูชาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ และขออภัยไถ่บาปของประชาชน โดยการทำพิธีจะทำก่อน เข้าฤดูหนาว จักรพรรดิ์ และผู้ติดตาม จะเคลื่อนขบวนจาก ถนนเฉียนเหมิน เข้ามาที่เทียนถาน อย่างสงบเงียบ คนธรรมดาสามัญชนจะไม่ ได้รับอนุญาตให้เข้าชมพิธีกรรมได้ ขบวนเสด็จจะ ประกอบด้วยขบวน ช้าง. ม้า. เจ้าหน้าที่ประกอบพิธี นักดนตรีสีเป่า โดยแต่งตัวในชุดตระการตา และธงโบกสะบัด

4. เฉิงเต๋อ
 พระราชวังฤดูร้อน (bishu shanzhuang) ที่เฉิงเต๋อ (chengde) สร้างในหุบเขาทาง ตะวันออกเฉียงเหนือ 155 ไมล์จากกรุงปักกิ่ง เป็นหนึ่งในสวนจักรพรรดิ์ที่ใหญ่ที่สุด และงดงาม ที่สุดในประเทศจีน แต่เป็นที่รู้จักกันน้อยกว่า พระราชวังต้องห้ามและพระราชวังฤดูร้อนใน กรุงปักกิ่ง ทั้งๆที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าทั้ง 2 แห่งรวม กัน คือ 3.16 ตร.ไมล์

มณฑลอันฮุย
1.หวงซาน (huangshan)
 หวงซาน (huangshan) ตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำ แยงซีในมณฑลอันฮุย ภูเขาหวงซานมีภูมิประเทศ สวยงาม ประกอบด้วยหลายยอดเขา ซึ่งยังคง สภาพทางธรรมชาติ หวงซานเป็นที่จดจำในเรื่อง ทะเลหมอก โอบล้อมยอดเขาไว้ และมีต้นสนขึ้น ตามซอกหิน ทำให้ทัศ

 
 
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
View  
Home About Us Hot Shot Photo Gallery Program Tour Webboard Entertain Contact Site Map ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 11/4521
           Copyright 2005 Indochina Explorer (Thailand) Co., Ltd. Tel. (+66) 0 2898-1817 , 0 2898-2324   E-Mail : indochinaexplorer@hotmail.com    Powered by EiEi Co., Ltd.