กระดานพูดคุย Indochinaexplorer.com
ตุลาคม 19, 2017, 03:21:24 AM
  • * ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
'กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.'

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - admin
หน้า: [1] 2 3 ... 36
1  Travel Update ข่าวสารท่องเที่ยว / ข่าวอัพเดท / เทศกาลน้ำ Water Festival หรือ บูนอมตูก กัมพูชา เมื่อ: กันยายน 22, 2016, 01:10:56 PM
เทศกาลน้ำ Water Festival ที่ประเทศกัมพูชา

เทศกาลน้ำ หรือ Water Festival หรือที่ชาวกัมพูชาเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า "บุญอมตูก Bonn Om Touk" ถือเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมร่วมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   โดยการจัดงานประเพณีน้ำของกัมพูชานั้น จะถูกจัดขึ้นในช่วงเดียวๆ กัน กับเทศกาลลอยกระทงของไทย เพียงแต่ ที่กัมพูชา เขาจะจัดกิจกรรมกัน 3 วันต่อเนื่อง ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ, ขึ้น 15 ค่ำ และยาวไปถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 12 รวมทั้งกำหนดให้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นหยุดราชการ ซึ่งจะต่างวันลอยกระทงของไทย ซึ่งไม่ใช่วันหยุด และ มีกิจกรรมในคืนวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 คืนเดียว


เทศกาลน้ำ ของชาวกัมพูชา จัดขึ้นเพื่อเป็นการตอบแทนสายน้ำด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน ทั้งเป็นการสำนึกในบุญคุณ ขอขมา และแสดงความเคารพต่อพระแม่คงคงเทพเจ้าแห่งสายน้ำ ผู้ปกปักษ์ลำน้ำโขง  แม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของกัมพูชาให้ให้มีอิ่มมีกิน มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังถือเป็นการขานรับการสิ้นสุดช่วงฤดูฝน เข้าสู่ฤดูหนาว หรือฤดูการจับปลา อีกด้วย

สำหรับที่ประเทศกัมพูชานั้น ช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้น ที่กัมพูชาจะเป็นช่วงฤดูฝน ทำให้น้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มระดับสูงขึ้น และไหลไปเติมที่ทะเลสาบโตนเล อันเป็นเส้นเลือดสายหลักของชาวกัมพูชา ทั้งน้ำและฝูงปลาก็จะว่ายไปรวมกันที่นั่น จนกระทั่งช่วงต้นๆ เดือน พฤศจิกายน ฝนซา หมดฤดูฝน ลำน้ำจากทะเลสาบโตนเล ก็จะไหลย้อนกลับสู่ลำน้ำโขงอีกครั้ง  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวเขมร ซึ่งส่วนหนึงได้ทำประมงหาอาหารมาหล่อเลี้ยงคนในประเทศ และเหลือออกขายนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนเป็นรายได้


เทศกาลน้ำสำหรับชาวกัมพูชา ถือเป็นเทศกาลใหญ่เทศกาลหนึ่งของประเทศกัมพูชา โดยในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีการประดับไฟสว่างไสวสวยงามระยิบระยับ  โดยเฉพาะที่พระบรมมหาราชวังเขมรินทร์ และริมฝั่งแม่น้ำ บริเวณที่มีการจัดงาน  อีกในวันแรกของการจัดเทศกาล ณ เมืองหลวงกรุงพนมเปญ มักมีการจัดกิจกรรม "การแข่งเรือ" เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนนำเรือจากทุกสารทิศมาเข้าร่วมการแข่งขัน บางปีมีผู้นำเรือและฝีพายเข้าร่วมเกือบ 500 ลำ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน น่าชมทีเดียว..

สำหรับการจัดให้มีการแข่งเรือก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงศตวรรษที่ 12 ในยุคเมืองพระนคร (Angkorian era) อาณาจักรเขมรที่กำลังรุ่งเรืองได้มีชัยเหนืออาณาจักรจาม (Chams) ในการสู้รบทางเรือ  และบ้างก็ว่า ถือเป็นการทดสอบรูปแบบหนึ่ง ของพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น ในการทดสอบความองอาจด้านการต่อสู้ของนักรบ โดยจัดการแข่งขันขึ้น การแข่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกฝนและเป็นวิธีการซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกนักรบของพระองค์ คล้ายคลึงกับการจัดการประลองยุทธ์ของอัศวินในสมัยกลางของยุโรป  ซึ่งภาพการแข่งเรือในแม่น้ำ ถูกพบหลักฐานเป็นภาพสลักหินเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ที่ผนังปราสาทบายน (Bayon) ในเขตเมืองพระนครหลวง (Angkor Thom) ใกล้กับปราสาทนครวัดนั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก internet, ผู้จัดการออนไลน์
2  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / เรื่องเล่าจิปาถะ / เลือกใช้"ครีมกันแดด" ให้เหมาะกับผิวคุณ และไม่ส่งผลเสีย เมื่อ: กันยายน 16, 2016, 12:21:06 PM
เท่าทันการเลือกใช้ "ครีมกันแดด" ให้เหมาะกับผิวคุณ 
และไม่ส่งผลเสีย


1. SPF หรือ Sun Protection factor เป็นการวัดค่าระดับการปกป้องผิวหนังจากแสงแดด ของเฉพาะรังสี UVB ที่เป็นสาเหตุของรอยเหี่ยวย่น และมะเร็งผิวหนัง ในอัตราราวๆ 90-98%  ในเวลาไม่เท่ากัน

** นั่นหมายความว่า ครีมกันแดดไม่สามารถป้องกันแดดได้ 100% ดังนั้น ถ้าทำได้ควรหลีกเลี่ยงการปะทะกับแดดตรงๆ เป็นเวลานานๆ  ถ้าตรงไหนมีร่มก็แว๊บๆ เข้าไปหลบพักบ้างจะดีกว่า  นอกจากนั้น ครีมกันแดดส่วนใหญ่ จะกันเฉพาะรังสี UVB จึงไม่เพียงพอ  เพราะไม่ป้องกันจุดด่างดำ  ฝ้า รอยหมองคล้ำ และรอยเผาไหม้บนผิวหนัง อันเกิดจาก รังสึ UVA ได้


ตัวอย่างค่า SPF และ % การปกป้องแสง UV
► ค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%
► ค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%
► ค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%
► ค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%
► ค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%




** ทั้งนี้ ค่าประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA แบบไม่เป็นทางการมี 4 ระดับ คือ
► PA+          หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA
► PA++        หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ปานกลาง
► PA+++      หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง
► PA++++    หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

ดังนั้นครีมกันแดดที่ดี ควรมีทั้งค่า SPF และค่า PA เพราะถ้ามีเพียงอย่างใดอย่างเดียวจะปกป้องผิวสวยในแสงแดดได้ไม่เพียงพอ

2. ความหมายตัวเลขหลัง SPF มิได้หมายถึงความสามารถในการปกป้องผิวสวยของคุณได้มากเป็นเท่าตัวตามเท่าของตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงจำนวนเท่า หรือระยะเวลาที่นานขึ้นในปกป้อง นั่นคือ ปกติผิวของเราจะรับมือกับแสงแดดได้นาน 10 นาที การใช้ครีมกันแดด ก็จะช่วยปกป้องผิวของเราได้นานยิ่งขึ้นอีกจำนวนเท่าตามค่า SPF เช่น ครีมกันแดด SPF15 = สามารถปกป้องผิวเพิ่มขึ้นได้อีก 15 เท่า หมายถึง 10x15 = 150 นาที  หรือ SPF50 = สามารถปกป้องได้ 10x50 = 500 นาที

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในความจริงประสิทธิภาพในการปกป้องก็ไม่ได้ตามนั้นสะทีเดียว  เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น
► ครีมกันแดดเริ่มเสื่อมสภาพ (ควรเก็บครีมกันแดดไว้ในที่เย็น และไม่โดนแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำลายประสิทธิภาพของครีมลงได้
► ทาในปริมาณที่น้อยเกินไป 
► ทาผิดวิธี (การทาครีมกันแดดควรทาไปในทางเดียว ไม่ทากลับไปมาเหมือนครีมบำรุงผิว และควรทาในทิศทาออกจากลำตัว)
► โดนเหงือ ร่างกายเปียก โดนชะล้าง เป็นต้น  ประสิทธิภาพในการปกป้องจึงน้อยลง


3.  อีกหนึ่งข้อความระวังในการเลือกใช้ ครีมกันแดด คือ..การใช้ ครีมกันแดดที่มี SPF สูงๆ อาจส่งผลให้ผู้ที่ผิวแพ้ง่ายเกินอาการแพ้ หรือ ระคายได้ รวมทั้ง ครีมที่มี SPF สูงๆ อาจส่งผลให้ผิวหนังดูดซึมสารเคมีในปริมาณที่มากเกินไปได้

นักทดลองพบว่า การปกป้องผิวจากแสงแดดที่ดีที่สุด คือ การเลือกใช้ครีมที่มี sPF ต่ำสุด คือ SPF 15 ในอัตราที่เหมาะสม คือ 2 มิลลิกรัม/ตร.ซม.  บนผิว หรือราวๆ 1 ออนซ์ หรือราวๆ 2 ช้อนโต๊ะ ทั่วร่างกาย ทุกๆ 2 ชม.

และทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับลักษณะผิวของผู้ใช้ด้วย เช่น ผิวแพ้ง่าย ไม่ควรใช้ ครีมกันแดดที่มี SPF เกิน 30  หรือสำหรับผู้ใช้ที่มีผิวสีเข้ม หรือสีแทน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ SPF สูงเกินต้องการ  มีตารางเพื่อเป็นไอเดียประกอบการเลือกพิจารณา SPF ที่เหมาะสมดังนี้



ที่มาของข้อมูล
http://www.badgerbalm.com/s-30-what-is-spf-sunscreen-sun-protection-factor.aspx
3  Travel Update ข่าวสารท่องเที่ยว / ข่าวอัพเดท / G20 , G8 คือ เมื่อ: กันยายน 05, 2016, 09:16:07 AM
Group of Twenty (G20) 

Group of Twenty (G20) หรือ Group of Twenty Finance Ministers and Central Bank Governors  คือ การประชุมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจการเงิน ของรัฐบาลที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเริ่มต้นประกอบไปด้วย 20 กลุ่มประเทศ คือ กลุ่ม G7 รวม 7 ประเทศ  แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา  และประเทศเศรษฐกิจเติบโตเกิดใหม่ในเวลานั้น ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ตุรกี และสหภาพยุโรป รวม 20 ประเทศ (สหภาพยุโรปถือว่าเป็น 1 ประเทศ)

การประชุม G20 เริ่มครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1999 เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย (วิกฤตต้มยำกุ้ง) เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารของชาติสมาชิก ต่อมาในปี ค.ศ. 2008 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมระดับผู้นำประเทศ



สำหรับการประชุมครั้งล่าสุดของกลุ่ม G20 (G20 Summit) ครั้งที่ 11 ถูกจัดขึ้นที่ นครหางโจว (Hangzhou) มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน (Hangzhou International Expo Center - HIEC)  ระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน ค.ศ.2016 (พ.ศ.2559)  ภายใต้แนวคิด “การมุ่งสู่เศรษฐกิจโลกที่สร้างสรรค์ มีพลัง เชื่อมโยง และเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม (Towards an Innovative, Invigorated, Interconnected and Inclusive World Economy) ต่อเนื่องจากการประชุม G20 Summit ครั้งก่อน ครั้งที่ 10 ที่ เมือง Belek, Serik, Antalya ประเทศตุรกี เมื่อ 15-16 พฤศจิกายน ค.ศ.2015


ข้อมูลเพิ่มเติม ทางเว็บไซต์ทางการ
http://www.g20.org/English/

รายละเอียดสถานที่จัดการประชุม (Hangzhou International Expo Center - HIEC)
http://subsites.chinadaily.com.cn/ezhejiang/2016-09/01/c_56806.htm


และที่พิเศษเป็นอย่างยิ่ง คือในการประชุม G20 Summit ที่ Hangzhou ประเทศไทย โดย นายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจ ได้รับเชิญพิเศษให้เข้าร่วม G20 Summit ของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน G77 ในครั้งนี้ด้วย สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในฐานะผู้สร้างสะพานเชื่อม (bridge builder) ระหว่างสมาชิก G77 และ G20 โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างหุ้นส่วนระดับโลก (Global Partnership) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืนและครอบคลุมไปพร้อม ๆ กับการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030



G77  (Group of Seventy-Seven) คืออะไร
 
หมายถึง กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ จำนวน 77 ประเทศ ซึ่งริเริ่มให้มีการประชุม UNCTAD เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2507 ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 134 ประเทศ
 
ประเทศไทยได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม G77 สำหรับวาระปี 2558 (ค.ศ.2015) ในการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม 77 (G77) ครั้งที่ 39 ที่จัดขึ้นในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2559 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา โดยมี นายอภิชาติ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ในฐานะผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่แทนเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม 77 (G77)  ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยได้รับการรับรองในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นการแสดงความพร้อมและบทบาทนำของไทยในการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา


G7 (Group of Seven) และ G8 (Group of Eight) คือ คืออะไร

G7 (Group of Seven) คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ ประกอบด้วย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา  ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ.1975) โดยมีสมาชิกในการประชุมผู้นำ ครั้งแรกที่ Rambouillet ประเทศฝรั่งเศส 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และ ญี่ปุ่น ต่อมาประเทศแคนาดา และสหภาพยุโรป (European Union) ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการประชุมที่เมือง ซานฮวน, รัฐเปอร์โตริโก เครือรัฐของสหรัฐอเมริกา ใน ปี พ.ศ 2519  และการประชุมที่กรุงลอนดอน ปี พ.ศ. 2520 ตามลำดับ  ดังนั้น สมาชิกของกลุ่ม G7 ได้ถูกกำหนดให้มี 7 ประเทศ และ 1 กลุ่ม (European Union) เป็นต้นมา


จนล่าสุด เมื่อปี พ.ศ. 2540  ในการประชุมที่เมือง เดนเวอร์ (Denver) ประเทศสหรัฐอเมริกา  มีประเทศรัสเซีย เข้าร่วมเป็นสมาชิกและเข้าประชุมในเรื่องต่างๆ ยกเว้นทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งใช้ชื่อว่าการประชุม G8 จึงเกิดเป็นความร่วมมือเพิ่มเติมอีกกลุ่มขึ้น นามกลุ่ม G8 แต่การรวมกลุ่ม G8 กับประเทศรัฐเซีย มีแนวโน้มไม่ค่อยลงรอยกันมากนัก  ด้วยผู้นำทั้ง 7 ประเทศเห็นตรงกันไม่เห็นชอบรัสเซีย จากเหตุละเมิดอธิปไตยยูเครน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 การร่วมกลุ่ม G8 จึงไม่มีความคืบหน้า  ขณะที่การประชุมของกลุ่ม G7 (G7 summit) ครั้งล่าสุดถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 42 มีขึ้นเมื่อ 26–27 พฤษภาคม พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา




4  Travel Update ข่าวสารท่องเที่ยว / ข่าวอัพเดท / ตาด ภาษาลาว แปลว่าอย่างไร ต่างกับ คำว่า คอน อย่างไร เมื่อ: สิงหาคม 21, 2016, 11:58:28 AM
คำว่า "ตาด" ภาษาลาว แปลว่าอย่างไร ต่างกับ คำว่า "คอน" อย่างไร

เชื่อว่า ในยุคที่ ลาวตอนใต้ ปากเซ จำปาสัก ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในการไปเที่ยวไปเยือน ชื่อเหล่านี้ น่าจะไม่แปลกหูแปลกตาแล้วสำหรับเพื่อนๆ นั่นคือ "น้ำตกตาดกวางสี (Tat KwangSi Waterfall) , น้ำตกตาดฟาน (Tat Fan Waterfall) , น้ำตกตาดเยื้อง (Tat Yeung Waterfall) , ตาดเสือ (Tat Sae) , ตาดขมึด, ตาดเลิก (Tat Leuk) ,ตาดลึก ตาดตะเก็ด" ฯลฯ แต่ในขณะที่ น้ำตกอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยม และมีขื่อเสียงอย่างมาก อย่าง  "น้ำตกคอนพะเพ็ง" เรากลับไม่เรียก น้ำตกนี้ว่า "ตาดพะเพ็ง"  นั่นเพราะ คำว่า "ตาด" กับ "คอน" มีความหมายเฉพาะตัวตามภาษาลาว ที่แตกต่างกัน

ตามเว็บต่างๆ หรือตามความเข้าใจของบ้านเราที่แปลๆ และให้คำนิยามของคำว่า "ตาด" กันส่วนใหญ่ไว้ว่า "น้ำตก" ซึ่งเชื่อว่า เพื่อนๆ น่าจะเคยได้ยินและเข้าใจกันแบบนั้นเข่นกัน  ซึ่งหากจะแปลเช่นนั้นก็ใกล้เคียง ไม่ถึงกับผิด แต่ก็ไม่ถูกสะทีเดียวนะคะ  เพราะตามจริงแล้ว "ภาษาลาว" นับเป็นภาษาหนึ่งที่มีเสน่ห์มากๆ ด้วยความตรงไปตรงมา  และใช้คำศัพท์ที่อธิบายรูปร่าง ลักษณะของความเป็นสิ่งนั้นได้อย่างเห็นภาพ เจาะจง และชัดเจนอย่างมากหากจะเทียบกับภาษาไทยเรา  เช่น  คำว่า "พระมหากษัตริย์  ภาษาลาวจะเป็น เจ้าชีวิต หรือ เจ้ามหาชีวิต" , "ไฟแดง เรียก ไฟอำนาจ" , "ไฟเขียว-ไฟเสรี" เป็นต้น  โดยหากจะกล่าวให้เหมาะตามความหมายจริงๆ นั้น คำว่า "ตาด" ชาวลาว เขาจะนำมาใช้ตั้งชื่อน้ำตกที่มีลักษณะทางไหลของน้ำที่มีส่วนที่เป็นพื้นราบ ในทิศแนวนอนขนานพื้น  ไหลลดหลั่นลงไปเรื่อยๆ  ก่อนที่จะมีส่วนไหลตกลงพื้นแนวดึง โดยคำว่า "ตาด" ก็จะหมายถึง ช่วงน้ำที่ไหลในบริเวณก่อนที่จะตกลงมาเหล่านั้น  อย่างลักษณะการตกลงของน้ำ ที่น้ำตกตาดกวางสี เป็นต้น.. น้ำตกเหล่านี้มีช่วงบริเวณให้ลงไปเล่นน้ำได้นะคะ   ซึ่งจะต่างจากน้ำตกอย่าง คอนพะเพ็ง หรือ หลี่ผี ซึ่งจะไม่ใช้คำว่า "ตาด" ในการเรียกชื่อ



แต่จะเรียกว่า "คอนพะเพ็ง" แทน โดยคำว่า "คอน" ก็จะหมายถึงลักษณะของสายน้ำ หรือน้ำตก ที่พื้นไม่สม่ำเสมอ มีโขดมีหิน มีจุดสูงๆ ต่ำๆ อยู่รวมกัน ทำให้กระแสน้ำที่ไหลกระเด็นกระดอน ไม่เหมือนกับ น้ำตกที่เป็นตาด ต่าง อย่างที่ คอนพะเพ็ง เป็นต้น


ซึ่งด้วยทั้งนี้ทั้งนั้น ลักษณะของน้ำที่ตกลงมา ชาวลาวก็เรียกว่า "น้ำตก" เช่นกันนะคะ ดังนั้น หากให้ตีความตามความเข้าใจของผู้เขียน ก็ให้เข้าใจไปว่า  คำว่า "ตาด" หรือ "คอน" ก็คือลักษณะของน้ำตกชนิดหนึ่งแล้วกันค่ะ


ที่เล่าไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสน่ห์เมืองลาว ..  ซึ่งยังมีเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายให้เพื่อนๆ ได้ออกเดินทางค้นหาด้วยตัวเองกัน  ลองหาโอกาสไปสัมผัสกันนะคะ


โปรแกรมพาเที่ยว "เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ลาวใต้"  ทางรถ 5 วัน 4 คืน
http://www.indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=laos&code=L-Hilight-001-5D4N


โปรแกรมพาเที่ยว "เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ลาวใต้"  ทางเครื่อง 3 วัน 2 คืน
http://www.indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=laos&code=L-Hilight-004-3D2N

บริษัท อินโดไชน่าเอ็กซ์พลอเรอร์ จำกัด
สอบถาม  02 814-9585 ,  02 814-9586
email : indochinaexplorer@hotmail.com




5  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / ทริปประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน บาหลี อินโดนีเซีย ลาว กัมพ / สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เซี่ยงไฮ้ เปิดให้บริการแล้ว เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2016, 11:28:36 AM
สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เซี่ยงไฮ้  Shanghai Disneyland
เปิดให้บริการแล้ว เมื่อ 16 มิ.ย.59 ที่ผ่านมา


สวนสนุกดิสนีย์แลนด์  Disneyland แห่งที่ 3 ของเอเชีย แห่งที่ 6 ของโลก  เปิดให้บริการแล้วเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2559 ที่มหานครเซียงไฮ้ (Shanghai City)เมืองเศรษฐกิจของประเทศจีน  โดยสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เซียงไฮ้ (Shanghai Disneyland) แห่งนี้กลายเป็น สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากดิสนีย์เวิร์ด ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา  ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่กว้างขวางบนพื้นที่ป่าส้มขนาด 160 เอเคอร์

สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เซียงไฮ้ (Shanghai Disneyland) ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ สามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta) เขตผู่ตง(Pudong District) ใกล้กับแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River)  และสนามบินผู่ตง  โดย บริษัทวอลต์ดิสนีย์พาร์คแอนด์รีสอร์ต  (Walt Disney Park and Resort Company) ถือหุ้น 43% ร่วมกับ กลุ่มทุน ซ่างไห่ เสิ่นตี้ กรุ๊ป (Shanghai Shendi Group) และ กิจการรัฐวิสาหกิจจีน รวมถึงภาคส่วนต่างๆ
ร่วมถือหุ้นอีก 57% ที่ร่วมกันอัดฉีดเงินสนับสนุนสร้างสวนสนุกแห่งนี้ขึ้นมา บนพื้นที่ที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่กว่า สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ที่ฮ่องกง ถึง 3 เท่า  ใช้เวลาในการก่อสร้างราว 5 ปี ใช้งบทั้งสิ้นราว 5.5 พันล้านเหรียญ หรือราว 180,000 ล้านบาท โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดบริการในปี  2015 และได้มีการเปิดให้ชาวจีนบางส่วนเข้าไปทดลองใช้บริการ  แต่แล้วก็ต้องขอปิดเพื่อปรับปรุงอีกครั้ง จนได้ฤกษ์เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมา



สำหรับจุดเด่นของ สวนสนุก เซียงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ แห่งนี้คือ ลักษณะธีมการออกแบบจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของที่นี่ และไม่เหมือนกับสวนสนุกที่อื่นๆ ในโลก บนพื้นที่ที่ต้องบอกว่า กว้างขวาง กับราคาค่าตั๋วที่ประหยัดขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ที่ฮ่องกง ที่หลายๆ คนเคยไป ($539 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 2,430 บาท) ซึ่งตั๋วผ่านประตูของที่นี่จะสนนราคา ณ ปัจจุบัน สำหรับการเข้าชมและเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก 1 วัน อยู่ที่ บัตรผู้ใหญ่ 370 หยวน (ประมาณ 2,000 บาท)  และบัตรเด็ก 280 หยวนจีน (ประมาณ 1,500 บาท)


Ignite the Dream - A Nighttime Spectacular of Magic and Light
ในส่วนของ Gardens of Imagination Theme Park
1 ใน 6 ธีมพาร์ค ใน Shanghai Disneyland

ไฮไลต์ของสวนสนุก ดีสนีย์แลนด์ เซียงไฮ้ ประกอบไปด้วย Enchanted Storybook Castle ปราสาทดิสนีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กับอีกทั้งหมด 6 ธีมพาร์คด้วยกัน ทั้ง Adventure Isle, Mickey Avenue, Gardens of Imagination, Tomorrowland, Treasure Cove และ Fantasyland มีสารพัดเครื่องเล่นหวาดเสียว และแหล่งรวมความบันเทิงที่น่าสนใจ


Fantasyland Theme Park
1 ใน 6 theme park ของ Shanghai Disneyland


Adventure Isle Theme Park
1 ใน 6 ธีมพาร์ค ใน Shanghai Disneyland


ในส่วนของโรงแรมจะมี 2 แห่ง ได้แก่ The Shanghai Disneyland Hotel เป็นโรงแรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสมัยใหม่ที่มีกลิ่นอายของมนตร์ขลังดิสนีย์ และอีกโรงแรมชื่อ Toy Story Hotel ตกแต่งด้วยของเล่นจากการ์ตูนดิสนีย์เรื่อง Toy Story ของค่ายในเครือ Pixar เน้นลูกค้ากลุ่มเด็ก และครอบครัว ดูน่ารักไม่แพ้กัน



The Shanghai Disneyland Hotel
เพิ่มเติม https://www.shanghaidisneyresort.com/en/hotels/shanghai-disneyland-hotel/




Toy Story Hotel
เพิ่มเติม https://www.shanghaidisneyresort.com/en/hotels/toy-story-hotel/

ที่ Disneytown ก็จะรวมแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งทานอาหาร และความบันเทิงต่างๆ อาทิ Walt Disney Grand Theatre โรงละครบรอดเวย์แห่งแรกของจีนที่เคยฉายเรื่อง Lion King 
ด้านโซน Wishing Star Park ก็จะเป็นสวนพฤกษชาติสวยงามขนาด 40 เอเคอร์ มีทางเดินเลียบทะเลสาบที่ส่องไฟกะพริบอย่างเว่อร์วัง เหมาะกับคนรักธรรมชาติ




ชมภาพเพิ่มเติม เซียงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์
https://www.shanghaidisneyresort.com
http://news.sanook.com/1848490/



รู้จักเพิ่มเติม สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ปาร์ค แห่งแรกที่อเมริกา
https://www.ilovetogo.com/Article/58/120/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C-(-Disneyland-)-


เครดิตภาพ และข้อมูลบางส่วนจาก
https://www.shanghaidisneyresort.com
http://www.chicministry.com/
https://en.wikipedia.org/wiki/Shanghai_Disneyland_Park

6  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / ทริปประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน บาหลี อินโดนีเซีย ลาว กัมพ / ทัวร์เมือง "ดาลัท (Dalat)" ปารีสแห่งตะวันออก , เวียดนามใต้ เมื่อ: มิถุนายน 02, 2016, 10:58:34 AM
พาเที่ยวเมือง "ดาลัท (Dalat)" ปารีสแห่งตะวันออก , เวียดนามใต้


ดาลัท .. เส้นทางโรแมนติก สมญา ปารีสแห่งตะวันออก เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ในจังหวัดลามดงทางภาคใต้ตอนบนของเวียดนาม ดาลัด มาจากคำ 2 คำ คือ "ดา" หมายถึง แหล่งกำเนิดหรือแม่น้ำกามลี ส่วนคำว่า "ลัท" เป็นชื่อของชนกลุ่มน้อยเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นี่ เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ปกคลุมไปด้วยทิวสน ทะเลสาบ และป่าไม้บนที่ราบสูงลามเวียต อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 17 องศาเซลเซียส มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,500 เมตร ระหว่างสองข้างทาง ท่านจะได้เห็นทิวไม้สลับกับไร่สวนเทือกนาการเกษตรของชาวบ้าน อาทิ แก้วมังกร, อะติโช๊คหรืออะสิโส , สตรอเบอรี่, พลับ, ทุเรียนน้ำ และ ลูกน้ำนม(Star apple) เป็นต้น


ลูกน้ำนม


อะติิิิิโช๊ค หรือ อะสิโส


ทุเรียนน้ำ


ปัจจุบันดาลัดกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายให้กับทุกระดับชั้นที่มาเยือน ทั้งโรงแรมระดับห้าดาว สนามกอล์ฟ รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมารองรับทั้งในด้านธรรมชาติและปรับแต่ง



แต่สิ่งที่เป็นไฮไลน์และที่มาของสมญานามของ เมืองดาลัท ย่อมหนีไม่พ้น "สวนดอกไม้" หรือ "เมืองแห่งดอกไม้" ที่แสนจะโรแมนติก


ที่ ✿ วัดตั๊กลัม (Truc Lam) วัดพุทธในนิกายเซน (ZEN) แบบญี่ปุ่น ภายในวัดตกแต่งสวยงามด้วยสวนดอกไม้ผลิดอกบานสะพรั่งตลอดปี สิ่งก่อสร้างต่างๆ ก็ถูกจัดวางไว้ เป็นระเบียบ สะอาด สวยงาม นับได้ว่าเป็นวิหารซึ่งเป็นที่นิยมและงดงามที่สุดในดาลัด โดยเราสามารถใช้บริการเคเบิลคาร์ขึ้นไปชมภาพบรรยากาศจากบนที่สูงได้


✿ สวนดอกไม้เมืองหนาว (Dalat Flower Gardens) แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องสีสันของดอกไม้อันงดงามหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้ รวมถึงดอกไม้กว่า 300 สายพันธุ์ ที่ผลัดกันเบ่งบานในช่วงเวลาต่างกันไปในรอบปี อีกทั้งเมืองดาลัดยังมีงานเทศกาลดอกไม้ประจำปีอันลือชื่อ ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งจากในและนอกประเทศ สวนดอกไม้เมืองหนาวแห่งนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2409 เพื่อให้คำปรึกษาด้านการเกษตรกรทางภาคใต้ ต่อมาได้ทำการรวมรวบพรรณไม้มากมายทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ ซึ่งกล้วยไม้ตัดดอกจำนวนมากถูกส่งออกจากดาลัท


จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ บนดาลัท มีหลายจุด อาทิ

✿ โบสถ์คริสต์ (Evangelical Church)
✿ ทะเลสาบซวนฮวาง (Xuan Huong Lake) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดาลัด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก



✿ หุบเขาแห่งความรัก (Valley of Love)
✿ โบสถ์โดเมนเดมารี (Domaine de Marie Convent)
✿ พระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดิเบ๋าได่ (Bao Dai’s Summer Palace)
✿ เครซี่เฮ้าส์ (Crazy House)
✿ ตลาดกลางดาลัท (Dalat Central Market)



✿ สถานีรถไฟดาลัด (Dalat Train Station)
✿ พิพิธภัณฑ์ชนกลุ่มน้อยของดาลัท
✿ วัดเถียนหวง (Thien Vuong Pagoda)
✿ เทียนเวียนตรึ๊กลาม (ศูนย์ฝึกสามธิป่าไผ่)
✿ น้ำตกดาตันลา (Datanla Waterfalls)
✿ น้ำตกฟงกัว (Pongour Falls)



โปรแกรมพาเที่ยวโฮจิมินห์ ดาลัท มุยเน่ -- 2 ท่านพร้อมออกค่ะ
http://indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=vietnam&code=VS039-4D3N


จองทัวร์ 02 814-9585, 02 814-9586


ทำความรู้จักสถานที่เทียวเพิ่มเติม
http://travel.kapook.com/view87094.html


ขอบคุณภาพถ่าย.. ผลไม้จาก
http://dalat.sadoodta.com/

7  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / ทริปประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน บาหลี อินโดนีเซีย ลาว กัมพ / อุทยานแห่งชาติโคโมโด เกาะโคโมโด Komodo Island อินโดนีเซีย เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2016, 05:28:10 AM
อุทยานแห่งชาติโคโมโด  เกาะโคโมโด Komodo Island อินโดนีเซีย

อินโนีเซีย แหล่งท่องเที่ยว ประเทศหนึ่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยว ได้รับการขึ้นะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยเช่นกัน ประเพณีวัฒนธรรม ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมด้วยธรรมชาติ ที่งดงาม ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาประเทศ อินโนีเซีย ไม่ขาดสายกันตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติ


อุทยานแห่งชาติโคโมโด (Komodo National Park) ชื่อเกาะที่ตั้งขึ้นจาก มังกรโคโมโด สัตว์เลื้อยคลานที่ใหญ่สุด ของเกาะแห่งนี้ หมู่เกาะซุนดาน้อย และเกาะโคโมโดซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะชวา หาดทรายสีชมพูเนื้อละเอียด 1 ใน 7 แห่งของโลก กำเนิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ จนกลายเป็นเกาะขนาด 75 ตารางไมล์ ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศน์อันหลากหลายนั่นเอง มังกรสัตว์เลื้อยคลานที่ขึ้นชื่อที่สุด ตัวใหญ่ ถึง 3 เมตร มีน้ำหนักมากกว่า 70 กิโลกรัม หรือ จะเรียกว่า กิ้งก่าตัวยักษ์ที่เหลือรอดมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ดำรงชีวิตโดยการกินซากศพที่ตายแล้ว ด้วยระบบนิเวศที่สมบูณ์พร้อมทำให้เกาะแห่งนี้ ได้ก่อตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2523 และในปี พ.ศ. 2534 อุทยานได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ภายหลังยังจัดเป็นพื้นที่สำหรับอนุรักษ์สัตว์ป่าและสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆอีก ด้วย

อุทยานแห่งชาติโคโมโด (อินโดนีเซีย: Taman Nasional Komodo) น้ำทะเลสีฟ้าใสที่เต็มไปด้วยแนวปะการังและฝูงปลาหลากสี ประกอบด้วยเกาะใหญ่ ๆ 3 เกาะ คือ เกาะริงกา เกาะปาดาร์ และ เกาะโคโมโด ยังมีเกาะเล็กเกาะใหญ่ อีกประมาณ 26 เกาะ ซึ่งเกาะเหล่านี้ ตั้งอยู่ใกล้หมู่เกาะซุนดาน้อย มีพื้นที่รวมทั้งหมด 1,817 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 4,000 คน เป็นอุทยานที่ก่องตั้งขึ้นนเพื่ออนุรักษ์สัตว์ทะเล

กิจกรรมที่อุทยานแห่งชาติโคโมโด

เหล่านักเดินทางนิยมเที่ยวพักผ่อนที่อุทยานแห่งนี้ ธรรมชาติที่สวยงามและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของเกาะโคโมโด พร้อมกิจกรรมดำน้ำ ที่มีไว้รองรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากความหลากหลายทางด้านชีวภาพทางทะเล ทีมีมากมายหลากหลาย โดยเฉพาะสัตว์ ทะเล เช่น ปลาพระอาทิตย์ ม้าน้ำแคระ ฉลามวาฬ กระเบนราหู กระเบนนก ปลากบตัวตลก หมึกวงแหวนสีฟ้า ฟองน้ำ เพรียงหัวหอม ทากเปลือย และปะการัง การดำน้ำเป็นกิจกรรมที่นิยมอย่างมาก


เมื่อเวลาผ่านไปสัตว์ ในตำนาน มังกรนักล่าแห่งเกาะโคโมโด ปัจจุบันกลายเป็นผู้ถูกล่าจากน้ำมือของมนุษย์ มังกรโคโมโดนั้นคือสัตว์นักล่าที่ยิ่งใหญ่ นช่วง 100 ปีก่อนที่มนุษย์จะเข้ามายึดครองดินแดนแห่งนี้ ทำให้มังกรโคโมโด เกือบสูนพันธ์ แต่ทางการของอินโดนีเซีย ได้มีมาตรการคุ้มครองสัตย์เลห่านี้ไว้ได้ทันปัจจุบัน จึงยังมีให้เห็นอยู่ การแต่งตั้งเกาะแห่งนี้ให้เป็นอุทยานก็ยังป้องกันการรุกรานจากมนุษย์ ได้ในทุกๆด้าน ทั้งสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และคุ้มครองสัตว์ หายาก ในปี 2011 หลังจากองค์การยูเนสโกยังได้รับรองให้ที่นี่เป็นมรดกโลกในปี 1991 สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศแห่งนี้อีกด้วย

การเดินทางมีเรือสำราญและเรือรับจ้างทั่วไปที่ให้บริการพานักท่องเที่ยวมุ่งหน้ามายังเกาะโคโมโด เที่ยวอินโดนีเซียไม่ยากอย่างที่คิด การหาความรู้ของประเทศแต่ละประเทศ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเป็นไกด์ การเดินทางด้วยตนเองได้เป็นอย่างดี นอกจากจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการเดินทางที่ไม่จำเป็นแล้ว ยังสามารถ วางแผนและเลือกการเดินทางแบบที่ตนเองต้องการ ช่วยประหยัดเวลาค่าเดินทางที่ไม่จำเป็น

อินเตอร์เน็ต แหล่งข้อมูลสำคัญที่ช่วยตอบทุกคำถามที่คุณยากรู้ นักท่องเที่ยว นักช้อบปิ้ง สามรถค้นหารีวิว แหล่งช้อปปิ้งราคาถูก พร้อมโรงแรม และค่าที่พัก ซึ่งมีให้เลือกมากมาย พร้อม รีวิวจากผู้ใช้งาน การเลือกหาสถานที่ถ่ายรุป หรือมุมมองภาพถ่ายแหล่งใหม่ ก่อนไปถึงการเดินทาง ทั้งตรวจสอบความปลอดภัยและวิธีการเดินทางได้ภายในไม่กี่คลิก จากเว็บไซต์ ท่องเที่ยว

ทัวร์ ท่องเที่ยว 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งใหม่ ที่ประเทศอินโดนีเซีย กับการพักผ่อน ที่หลากหลายทางชีวภาพของ เกาะแห่งนี้ วันหยุดยาวกับหาดทรายสีชมพูเนื้อละเอียด ที่หาได้ยาก พร้อมเก็บภาพประทับใจ ก่อนกลับเที่ยวสบายแบบชิวชิว ด้วนตนเอง ที่ อินโดนีเซีย


โปรแกรมทัวร์.. เกาะโคโมโด  หาดสีชมพู  อินโดนีเซีย
http://indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=indonesia&code=ID026-BL4D3N


แหล่งข้อมูล  :  www.aseandestination.com
8  Travel Update ข่าวสารท่องเที่ยว / ข่าวอัพเดท / Re: ประวัติวันสงกรานต์ ตำนานของสงกรานต์ วันปีใหม่ ไทย พม่า ลาว เขมร ชาวไต จีนยูนนาน เมื่อ: เมษายน 12, 2016, 09:12:42 AM
วันปีใหม่ เมียนม่าร์ (พม่า) หรือ เรียกกันว่า ตะจาน มีความหมายถึง  เทศกาลน้ำ

ตะจาน (อังกฤษ: Thingyan; พม่า มาจากภาษาบาลีคำว่า "สงกรานต์" ซึ่งหมายถึง "ดวงอาทิตย์โคจรจากราศีมีนสู่ราศีเมษ"

ตะจาน เป็นวัฒนธรรมของชาวพม่าแต่โบราณไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี และถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อกำหนดวันขึ้นปีใหม่ให้สะดวกขึ้น วันขึ้นปีใหม่ของพม่าจึงกำหนดตามปฏิทินสากล ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน โดยทั่วไปแล้วจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน ถึง 16 เมษายน ช่วงนี้จะเป็นการเล่นสาดน้ำต้อนรับปีใหม่ และในวันที่ 17 เมษายน ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ เดิมทีทางการพม่าได้กำหนดระหว่างวันที่ 12 เมษายนจนถึงวันที่ 16 เมษายน เป็นวันหยุดราชการ แต่ปัจจุบันได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการไปจนถึงวันที่ 22 เมษายน

ตะจาน คล้ายกับประเพณีสงกรานต์ในประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน คือ การเล่นสาดน้ำเพื่อคลายร้อน และเปรียบเหมือนเป็นการลบล้างสิ่งไม่ดีจากปีเก่าเพื่อความเป็นสิริมงคล ในสมัยอดีตจะใช้การเล่นสาดน้ำอย่างเบา ๆ โดยใช้ยอดหว้าอ่อนชุบใส่น้ำปรุงแล้วแตะเบา ๆ บนไหล่ของผู้ที่จะเล่นสาดน้ำด้วย นอกจากการเล่นสนุกสนานแล้ว ยังมีประเพณีบุญ คือ การทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล เช่น การตักบาตร, สรงน้ำพระพุทธรูป, ถือศีลปฏิบัติธรรม, ทำความสะอาดวัดหรือศาสนสถาน, ทำบุญบ้าน, สระผมหรืออาบน้ำทำความสะอาดให้แก่คนชราที่ไร้ญาติ รวมถึงการปล่อยสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก, ปลา หรือสัตว์ใหญ่อย่าง วัวหรือควาย นอกจากนี้แล้วผู้คนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างถิ่น ก็จะเดินทางกลับสู่ถิ่นเกิดเพื่อกราบไหว้ผู้ใหญ่ในครอบครัว เช่น พ่อแม่, ปู่ย่าตายาย, ลุงป้าน้าอา เป็นต้น

ในเทศกาลตะจานนี้ มีอาหารพิเศษหลายอย่าง เช่น โม่นโล่นเยบอ  เป็นขนมที่ทำรับประทานกันโดยเฉพาะในช่วงนี้ โดยมีความหมายถึง ความสามัคคี เพราะเมื่อทำขนมนี้ต้องใช้ผู้คนหลายคน และแจกจ่ายแก่บุคคลอื่นที่ผ่านไปมา และ ตะจานทะมี้น เป็นข้าวสวยที่แช่ในน้ำที่มีกลิ่นเทียนหอม รับประทานกับเครื่องเคียง คือ ปลาช่อนแห้งผัดกับหอมเจียว และยำมะม่วงดอง

9  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / ทริปประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน บาหลี อินโดนีเซีย ลาว กัมพ / ทัวร์ฮานอย เที่ยวฮานอย Hanoi Travel สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ และไม่ควรพลาด เมื่อ: เมษายน 04, 2016, 11:11:22 AM
ทัวร์ฮานอย เที่ยวฮานอย Hanoi Travel สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ
และไม่ควรพลาด

วัดเจดีย์เสาเดียว  One Pillar Pagoda


วัดเจดีย์เสาเดียว  ตั้งอยู่ที่ฮานอย เป็นเจดีย์ขนาดย่อม อายุหลายร้อยปี ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่องค์เจ้าแม่กวนอิม กลางสระบัว โดยตามตำนานมีอยู่ว่า ราวๆ ปีค.ศ.1049 มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามพระเจ้าหลีไทโต อยากได้พระโอรสมาก และรอคอยเป็นเวลานาน จนอยู่มาคืนหนึ่ง ทรงสุบินว่า เห็นเจ้าแม่กวนอิมพระโพธิสัตว์ ลงมาประกฎร่างกลางสระบัว และประทานพระโอรสให้ หลังจากนั้นพระมเหสีของพระองค์ก็ได้ให้กำเนิดพระโอรสสมใจ ดังนั้น พระองค์จึงดำริให้สร้างเจดีย์ขนาดย่อยๆ นี้ขี้นเพื่อเป็นการถวายสักการะแด่องค์เจ้าแม่กวนอิม จากนั้น ก็มีผู้คนนิยมเดินทางมาสักการะเจดีย์แห่งนี้ เพื่อสักการะขอพร และขอบุตรเสมอมา

**********************************

วิหารวรรณกรรม หรือ วัดจอหงวน หรือ ที่ชาวเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว
(Van Mieu , Temple of Literature)



วิหารวรรณกรรม มีประวัติความเป็นมายาวนานเกือบพันปี และถือเป็นวิทยาลัยแห่งแรกในกรุงฮานอย  สร้างขึ้นปีราว ค.ศ.1070 ตามรูปแบบศิลปะและความเชื่อแบบจีน  สมัยพระเจ้าหลีแถงห์โตง (Ly Thanh Tong)  โดยเมื่อสมัยก่อน "วัด" จะถือเป็นแหล่งสถานศึกษาหลักที่ผู้ที่จะมีสิทธิได้รับการศึกษาก็จะมีแต่บรรดาชนชั้นสูง โอรสของกษัตริย์ หรือขุนนาง เท่านั้น เพื่อร่ำเรียนวิชามาใช้ในการปกครองประเทศบ้านเมือง  แต่ต่อมาจึงได้มีการขยายของเขตของผู้มีสิทธิ์ได้รับการศึกษามากขึ้น จนไปถึงบุตรของข้าราชการผู้ใหญ่  เมื่อเรียนจบ ก็จะได้รับสิทธิ์สอบเป็นจอหงวน และถ้าสอบได้จอหงวน ก็มีชั้นมีตำแหน่งสูงขึ้น รวมทั้งชื่อของพวกเขา ยังได้สลักอยู่บนแผ่นศิลาที่อยู่บนหลังเต่า (สัตว์มงคลที่ทั้งฉลาดและอายุยืน) ที่ตั้งอยู่รายรอบภายในวัด  เพื่อประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ แต่เดิมคาดว่า มีอยู่ด้วยกันราว 117 แผ่น และบางส่วนสูญหาย ถูกทำลายไป นับตั้งแต่ช่วงล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส  ซึ่งเมื่อเข้ามาปกครองก็ได้สั่งให้ยกเลิกการสอบ และสั่งปิดโรงเรียนภาษาจีนทุกแห่งในเวียดนาม  ปัจจุบันเหลืออยู่ราว 82 แผ่น  



ภายในบริเวณวัดมีพื้นที่กว้างขวาง โดยมีกำแพงล้อมรอบถึง 5 แห่ง  บรรยากาศเมื่อเดินเข้ามาพื้นที่ของวัด หรือวิหารแห่งนี้  จะสัมผัสได้ถึงความร่มรื่น และมีมนต์ขลัง  ตรงหัวมุมทางเข้าจะมีซุ้มสลักหิน สลักว่า  "ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน" เหมือนเป็นการเปรียบเปรยให้คนวางยศถาก่อนเข้าไป



หลักจากเข้าไปในบริเวณวิหาร (Temple of Literature) และผ่านเข้าประตูทางเข้าวัดแล้ว เป็นที่ตั้งของ Khuc Van Cac open pavilion (เคว วัน กั๊ก) หรือตึกดาวลูกไก่ ซึ่งเป็นแหล่งที่เหล่าบัณฑิตใช้ศึกษา และท่องบทกวี




ก่อนเข้าภายในอาคาร จะมีสระน้ำขนาดใหญ่ ชื่อ สระแสงงาม หรือ เทียน กวาง ติงห์ (Thien Quang Tinh pond) สระน้ำขนาดใหญ่ภายในวิหารวรรณกรรม ข้างลานกว้าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของแผ่นจารึกชื่อของ จอหงวน ที่ผ่านการสอบหลักสูตร 3 ปี ซึ่งแต่ละแผ่นตั้งอยู่บนหินรูปเต่า  โดยเริ่มมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1442-1779 จะมีให้เห็นได้บริเวณนี้




ส่วนด้านภายในวัดจะมีแทนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และรูปปั้นเคารพปราชณ์คนสำคัญอย่างท่านขงจื้อ รวมถึงแทนบูชา สัตว์มงคล ที่ชาวเวียดนามให้การเคารพอย่างมาก ซึ่งจะปรากฏอยู่ในหลายๆ วัด นั่นคือ นกกระเรียน และเต่า ซึ่งนกกระเรียนนั่นหมายถึงความเฉลียวฉลาด คล่องแคล่ว และเต่า ก็หมายถึง อายุที่ยืนยาว นั่นเอง 




ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปรกติมากที่จะเห็นชาวเวียดนาม และนักท่องเที่ยวต่างพากันมา ทำความเคารพขอพร และเยี่ยมชมวัดแห่งนี้กันไม่ขาดสาย  และนอกจากนั้น สถานที่แห่งนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ของเด็กที่จบการศึกษาที่จะขอมาเก็บภาพเป็นที่ระลึกกับ วิทยาลัยแห่งแรกแห่งนี้



**********************************

คลิกเข้าชมรายละเอียดโปรแกรม เวียดนาม เวียดนามเหนือ  ฮานอย ฮาลองเบย์  ซาปา ได้ที่นี่ค่ะ
>> โปรแกรมทัวร์เวียดนามเหนือ ฮานอย - ฮาลองเบย์
3 วัน 2 คืน เดินทางโดย : สายการบิน

http://indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=vietnam&code=VN041-3D2N

>> โปรแกรมทัวร์ กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์-ฮานอย-ฮาลองเบย์
โดยรถปรับอากาศ 7 วัน 6 คืน

http://indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=vietnam&code=VN021-7D6N

สนใจเดินทางเที่ยวเวียดนาม เวียดนามเหนือ  ฮานอย ฮาลองเบย์  ซาปา สอบถาม
โทร. (+66)  02 814-9585, 02 814-9586
เวลาทำการ     จันทร์-ศุกร์ 9.30-16.30 น.
eMail :        indochinaexplorer@hotmail.com
website  :    www.indochinaexplorer.com
facebook:    https://www.facebook.com/IndochinaExplorerThailand/
line       :    indochina_thailand
10  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / ทริปประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน บาหลี อินโดนีเซีย ลาว กัมพ / โฮจิมินห์ซิตี้ Hochiminh City และสถานที่เที่ยวในโฮจิมินห์ซิตี้ เวียดนามใต้ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2016, 07:21:01 PM
โฮจิมินห์ซิตี้  Hochiminh City และสถานที่เที่ยวในโฮจิมินห์ซิตี้ เวียดนามใต้
และเมืองตากอากาศชายทะเล และเมืองท่าเรือที่สำคัญ หวุงเตา


นครโฮจิมินห์ หรือ Ho Chi Minh City (HCMC) มีชื่อเดิมว่า  ไซ่ง่อน (Saigon) เคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ ปัจจุบันเป็น เมืองใหญ่ที่สุดในบรรดา 63 จังหวัดของประเทศเวียดนาม และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าของเวียดนาม เพราะเคยปกครองโดยระบบเสรีนิยม จึงเปิดกว้างด้านการค้าและการลงทุน ธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศจะอยู่ที่นครนี้ เป็นเมืองที่มี GDP และมีกำลังซื้อแฝงจากกลุ่มเวียดนามโพ้นทะเลสูงที่สุดในประเทศ และเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้า การเงินการธนาคาร ศูนย์กลางด้านการศึกษาและสุขภาพพยาบาล อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยมี ท่าอากาศยานนานาชาติ Tan Son Nhat และมีท่าเรือ Saigon Port ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

นครโฮจิมินห์ มีพื้นที่ 2,095.5 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพมหานคร (1,569 ตารางกิโลเมตร) ร้อยละ 25 ตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือสามเหลี่ยมปากแม่น้ าโขง มีแม่น้ำไซง่อนไหลผ่านซึ่งไหลไป ทางตะวันออกลงทะเล East Sea สามารถเดินทางไปถึงชายแดนกัมพูชา ด่านหมบไบ (Moc Bai) ใช้เวลา 2 ขั่วโมง 30 นาที ในการเดินทางด้วยรถยนต์ผ่านจังหวัดไตนิน (Tay Ninh)

นครโฮจิมินห์ ถือเป็นจังหวัดเชื่อมโยงหลักกับอีกเมืองเศรษฐกิจสำคัญของเวียดนาม "หวุงเตา Vũng Tàu" ที่ตั้งอยู่ในจังหวัด (Bà Rịa–Vũng Tàu)  ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 125 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถประมาณ 2 ชั่วโมง และเดินทางด้วยเรือปีกน้ำใน 1 ชั่วโมง 15 นาที

หวุงเต่า เป็นทั้งเมืองชายทะเลที่มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมทั้งน้ำมันและแก๊สธรรมชาตินอกชายฝั่งของประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเรือของประเทศเวียดนาม  ที่ตั้งอยู่ติดทะเลทางภาคใต้ตอนปลายแหลมของประเทศ  ซึ่งมีท่าเรือน้ำลึกเติ่นก๋าง-ก๋ายแหม็บ (Tan Cang-Cai Mep)  ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างการท่าเรือสิงคโปร์กับการท่าเรือไซ่ง่อน ทำเพิ่มศักยภาพในการส่งสินค้าออกไปยังทวีปอื่นๆ ทั่วโลก อาทิ สามารถขนส่งสินค้าตรงไปยังสหรัฐฯ และทวีปอเมริกา ได้เป็นครั้งแรก โดยไม่ต้องไปแวะขนถ่ายสินค้าต่อที่ท่าเรือสิงคโปร์ หรือไต้หวันเหมือนเมื่อก่อน ประหยัดต้นทุน และใช้เวลาในการขนส่งเพียง 16-18 วันเท่านั้น  ทั้งนี้ทางรัฐบาลคาดว่า เมืองท่าหวุงเตา แห่งนี้จะสามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็นเมืองท่าหลักทางภูมิภาคตอนใต้ของประเทศ  แทนที่ท่าเรือไซ่ง่อน ที่ค่อยลดความสำคัฐลงเรื่อยๆ เนื่องจากไม่สามารถขยายได้ และนับวันจะแออัดเกินไป

นอกจากนั้น ในอนาคตเส้นทางคมนาคม ดังกล่าว กำลังถูกพัฒนาให้เป็นประตูสำคัญเชื่อมต่อการค้าการขาย เป็นศูนย์การการขนถ่ายสินค้าข้ามประเทศทางน่านน้ำของภูมิภาคอาเซียน ผ่านมายังพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกของไทย ที่จังหวัดระยอง ชลบุรี ด้วยการขนส่งทางเรือของประเทศในสมาชิกอาเซียนทางท่าเรือน้ำลึกทวายในเมียนมา - ท่าเรือสีหนุวิลล์ของกัมพูชา - ท่าเรือหวุงเตาของเวียดนาม  ทั้งนี้กรอบการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกของไทย  จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศหลากหลาย เพิ่มเติม ได้แก่ การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ด, การพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา, การตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน, การขยายท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด, การพัฒนาโครงข่ายขนส่งทางบก เป็นต้น



สำหรับสถานที่เที่ยวที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือนเมืองโฮจิมินห์ซิตี้  อาทิ


โบสถ์นอร์ธเธอดาม


โบสถ์นอร์ธเธอดาม (Notre Dame Cathedral) หรือ วิหารนอร์ธเธอดาม ตั้งอยู่บนถนน Han Thuyen ณ กรุงโฮจิมินห์ซิตี้ ถือเป็นโบสถ์คาทอลิคที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม คำว่า Notre Dame แปลว่า พระแม่เจ้า (Our Lady) เป็นคำที่ชาวคาทอลิกใช้เรียก พระนางมารีย์พรหมจารี อันมีสถานะเป็น พระมารดาของพระเจ้า ซึ่งชาวคาทอลิกให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ดังนั้นโบสถ์แห่งนี้จึงถือเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชาวเวียดนามคาทอลิกในสมัยนั้น


วิหารนอร์ธเธอดาม ถูกก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) ใช้ระยะเวลาการก่อสร้างนานถึง 6 ปี สมัยที่เวียดนามยังอยู่ในอาณานิคมของฝรั่งเศส โดยสร้างเพื่อให้เป็นโบสถ์ประจำเมืองไซ่ง่อน (ชื่อเดิมของเมืองโฮจิมินห์ซิตี้) และได้สร้างตามต้นแบบของโบสถ์นอร์ธเธอดามในประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นศิลปะแบบกอทิก (Gothic art) แตกต่างตรงโบสถ์ที่เวียดนามจะมียอดแหลมเป็นหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เพิ่มขึ้นมา อันเป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้ และทางด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี โบสถ์นี้ไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์สไตล์กอทิกที่อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2

*****************

อนุสาวรีย์ท่านประธานโฮจิมินห์


อนุสาวรีย์ท่านประธานโฮจิมินห์ หรืออนุสาวรีย์ลุงโฮ ตั้งอยู่ด้านหน้าของศาลากลาง หรือสภาประชาชน แหล่งท่องเที่ยวอยู่ปลายสุดของถนนเหวียนเหวะ (Nguyen Hue) ในเขตอำเภอที่ 1 (District 1) แทนรูปหล่ออนุสาวรีย์ล้อมรอบด้วยลานกว้าง  มีการจัดสวน ม้านั่ง ประดับประดาด้วยน้ำพุสวยงาม เหมือนสวนหย่อมสาธารณทั่วไป โดยบริเวณนี้มีชื่อว่า จตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue) หรือชื่อเป็นทางการในปัจจุบันว่า Ho Chi Minh City Hall   ถือเป็นสัญลักษณ์ของนครโฮจิมินห์ที่ใช้เป็นจุดตั้งหลักและจุดนัดพบ และจุดนั่งเล่นพักผ่อนที่สำคัญของชาวเมืองโฮจิมินห์เลยก็ว่าได้ 

โดยปัจจุบัน ส่วนของรูปหล่ออนุสาวรีย์ลุงโฮ จะเป็นอนุสาวรีย์ที่ถูกหล่อขึ้นมาใหม่ ในลักษณะยืนยกมือทักทายกับประชาชน ซึ่งเพิ่งถูกติดตั้งแทน รูปหล่ออนุสาวรีย์เดิม  ที่จะเป็นรูปหล่อลุงโฮนั่งที่โต๊ะ ท่าทางกำลังสอนหนังสือให้กับเด็กหญิง มือซ้ายโอบกอดศีรษะเด็กน้อยอย่างเมตตา ผลงานการออกแบบของช่างหล่อชาวเวียดนาม Diep Minh Chau และตั้งตระหง่านเป็นภาพคุ้นตาของผู้มาเยือนตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 (ค.ศ.1990)  โดยคณะกรรมการจากสภาประชาชนให้ความเห็นว่า รูปหล่ออนุสาวรีย์ใหม่นี้จะสื่อความหมายได้ดีกว่าของเก่า และสูงใหญ่กว่า ส่วนรูปหล่อลุงโฮนั้น จะถูกย้ายไปไปตั้งในสถานที่แห่งใหม่ไกลออกไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำไซ่ง่อน ที่ HCMC Children's House ที่เขตอำเภอ 3 ซึ่งก็ถูกสร้างขึ้นใหม่แทนสถานที่เดิมที่เคยตั้งอยู่ในพื้นที่เขต 2 (District 2)

สำหรับรูปหล่ออนุสาวรีย์ลุงโฮใหม่นี้ มีการจัดงานฉลองเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฤกษ์ดีครบรอบวันเกิดของลุงโฮ ปีที่ 125 ด้วย ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยรูปหล่อลุงโฮใหม่นี้ ทำจากทองแดง สูง 7.2 เมตร รวมส่วนฐาน ซึ่งส่วนฐานสูง 1.8 เมตร  ทำจากทองแดง สูง ซึ่งแต่เดิม รูปหล่อของลุงโฮที่ผู้ไปเยือนคุ้น


รูปงานฉลองครบรอบวันเกิดลุงโฮ ปีที่ 125 วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 พร้อมเป็นการเปิดตัวรูปหล่ออนุสาวรีย์ใหม่
Photo by Diep Duc Minh, Thank you.


รูปหล่ออนุสาวรีย์ลุงโฮแบบเก่า ถูกย้ายไปตั้งที่ HCMC Children's House ที่เขตอำเภอ 3


*****************

ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์(Main Post Office)


Photo : Lonelyplanet.com

ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของนครโฮจิมินห์แห่งนี้ ที่เพื่อนๆ ไม่ควรพลาด ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ถัดจากโบสถ์นอร์ทเธอดาม ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 (ค.ศ. 1896) เสร็จในปี พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) รังสรรค์ผลงานโดย Gustave Eiffel สถาปนิกระดับโลก มีการออกแบบและก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศส และได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี ด้านหน้ามีนาฬิกาเรือนโตประดับอยู่ ตามแบบฉบับของศิลปะสไตล์โกธิค (Gothic) เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนาม มีความโอ่อ่า และอ่อนช้อย แต่ว่ามั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคาร แห่งนี้ ภายในตัวอาคารมีการระดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ มีการบริการทั้งการส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสม โปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐาน


*****************

ทำเนียบอดีตประธานาธิบดี (Reunification Palace)



สถานที่แห่งนี้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์นอร์ทเธอดามนัก เมื่ออดีตเคยเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีเวียดนามใต้  เมื่อครั้งที่เวียดนามเหนือชนะเวียดนามใต้ทำเนียบแห่งนี้ก็ถูกยึด และปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเข้ามาเยี่ยมชม เรียกกันว่าทองยัด (Thong Nhat) เป็นอาคารทันสมัยหลังใหญ่ รายรอบด้วยสวนหย่อม ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นทำเนียบของผู้ว่าการชาวฝรั่งเศส เรียกว่า ทำเนียบโนโรดม (Norodom Palace) ซึ่งในปี พ.ศ.2411 (ค.ศ.1868)  หลังฝรั่งเศสยุติการยึดครอง โงดินห์เดียม ประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ได้เข้ามาพำนักอยู่ในทำเนียบแห่งนี้

อาคารปัจจุบัน เป็นอาคารที่ถูกสร้างใหม่แทนอาคารเดิม ที่ถูกทิ้งระเบิดโดยทหารอากาศเวียดนามใต้ในปี พ.ศ.2506 จนเกิดความเสียหาย โดยอาคารหลังใหม่ หรือที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ออกแบบโดยโงเวียดทู (Ngo Viet Thu) สถาปนิคชาวเวียตนามผู้สำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2509 รู้จักกันในชื่อว่า ทำเนียบอิสรภาพ (Independence Palace) ก่อนจะมาถูกทำให้เสียหายอีกครั้ง เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือชนะเวียดนามใต้ และได้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดทำเนียบฯ ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 มีการนำขบวนรถถังเข้าชนประตูเหล็กด้านหน้าของทำเนียบและโค่นรัฐบาลเวียตนามใต้ลง   จนมาภายหลังทำเนียบรัฐบานแห่งนี้ก็ถูกซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมตามรูปแบบที่เคยเป็นในปี พ.ศ.2509 พร้อมทั้งเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ให้สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ภายในตัวอาคารทำเนียบรัฐบาลหลังใหญ่ 4 ชั้นที่ดูทันสมัย ได้ถูกจัดให้เห็นถึงห้องหับต่างๆ มากมาย ไล่ตั้งแต่ ห้องโถ่งใหญ่ ห้องโถ่งเล็ก ในชั้นล่าง ห้องรับรอง ห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร ห้องสวดมนต์แบบคาทอลิค ที่ชั้นสอง ห้องรับรองภริยาของประธานาธิบดีที่ชั้นสาม และที่ชั้นสี่มีห้องฉายหนังส่วนตัว บนดาดฟ้ามีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และยังมีชั้นใต้ดินที่เต็มไปด้วยห้องลับบัญชาการอีกมากมายหลายห้อง



*****************

ตลาดเบนถัน

"ตลาดเบนถัน" Ben Thanh Market - นครโฮจิมินห์ ในภาษาเวียดนาม Ben แปลว่าท่าเรือ, และ Thanh แปลว่าป้อมปราการเต่า) ตลาดแห่งนี้มีสินค้าให้ช้อปมากมาย ทั้ง สินค้าประเภทหัตถกรรมพื้นเมือง ของที่ระลึก อาหารสด อาหารแห้ง เครื่องเทศต่างๆ


ตลาดเบนถัน เป็นตลาดเก่าแก่ที่ถูกกำเนิดขึ้นตั้งแต่สมัยต้นศตวรรษที่ 17 จากการรวมตัวกันของเหล่าบรรดาพ่อค้าพ่อขายแถวริมแม่น้ำไซง่อน ต่อมาเข้าสู่ช่วงล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส  ตลาดแห่งนี้ได้รับการยอมรับและก่อสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการราวๆ ปี ค.ศ. 1859 และในอีกราวๆ 10 ปีต่อมา ราวค.ศ.1870 ตลาดแห่งนี้ถูกทำลายด้วยไฟ จึงยุติการใช้งานไป จนในปี ค.ศ 1912 ได้มีการกลับมาสร้างตลาดนี้ใหม่ บนอาคารแห่งใหม่ ใช้ชื่อว่า ตลาดใหม่เบนถัน  จนเป็นที่รู้จัก นิยม กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ และเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไซง่อน   

ตลาดเบนถัน แห่งนี้ มีลักษณะอาคารที่มีเอกลักษณ์ ดังนั้น นอกจากนั้นท่องเที่ยวจะมาเยือนที่นี่เพื่อช้อปปิ้งแล้ว นักท่องเที่ยวยังต้องมาเพื่อเก็บภาพร่วมกับสถานที่แห่งนี้ให้ได้อีกด้วย เพราะถ้าไม่ได้มา อาจถือว่า มาไม่ถือ โฮจิมินห์ซิตี้ก็ว่าได้


*****************

ย่านไชน่าทาวน์ (Chợ Lớn หรือ Chinatown in Ho Chi Minh) 

การไปเยือนย่านไชน่าทาวน์ในแต่ละที ก็เป็นอีกสถานที่ที่น่าหาโอกาสไปสัมผัส  สำหรับย่านไชน่าทาวน์ของนครโฮจิมินห์ มีชื่อเรียกว่า Chợ Lớn ตั้งอยู่บน เขต 5 (District5) การมาเยือนไชน่าทาวน์ที่โฮจิมินห์ ต้องไม่พลาดเข้าชม วัดเทียนเฮา หรือวัดเจ้าแม่สวรรค์  (Thien Hau Temple) ตั้งอยู่บนถนน Nguyen Trai เป็นวัดจีนเก่าแก่ที่สร้างอุทิศให้กับแม่พระผู้คุ้มครองชาวเรือเปรียบได้กับศาลเจ้าแม่ทับทิมในบ้านเรา เป็นวัดที่ชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับทะเลให้ความนับถือกันเป็นอย่างมาก ชาวเวียดนามเชื่อว่าเทพีองค์นี้มีก้อนเมฆเป็นพาหนะ เพื่อช่วยคุ้มครองผู้คนให้รอดพ้นจากอันตรายจากมหาสมุทรทั้งปวง เมื่อเดินเข้าไปก็จะพบกับรูปเคารพเจ้าแม่เทียนเฮา เจ้าแม่ทับทิมและรูปเคารพ เทวรูปอื่นๆ อีกหลายองค์ คล้ายๆ กับวัดจีนที่อื่นๆ วิธีนมัสการจะทำได้ด้วยการจุดธูปไหว้สักการะหน้ารูปเคารพ รวมไปถึงการจุดธูปที่ขดเป็นวงกลม แขวนห้อยบนเพดาน เพื่อเป็นมงคลให้กับชีวิต โดยธูปกลมนี้จะสามารถอยู่ได้นานถึง 7 วัน


วัดเทียนเฮา  Photo : Shutterstock

อีกวันที่ได้รับความสนใจในย่านไชน่าทาวน์ คือ วันเจ้าแม่กวนอิม Guan AM Temple


วัดเจ้าแม่กวนอิน ไชน่าทาวน์ โฮจิมินห์


*****************

พิพิธภัณฑ์สงคราม War Remnants Museum



พิพิธภัณฑ์สงคราม โฮจิมินห์ หรือ Bảo tàng chứng tích chiến tranh ตั้งอยู่ที่ 28 Vo Van Tan ในเขต 3 (District 3) ถูกสร้างเปิดในเดือนกันยายน พ.ศ.2518 (ค.ศ.1975) เพื่อจัดแสดงเรื่องราว พาหนะ ซากอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกใช้ในสงครามอินโดจีน ยุคล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส  ไม่ว่าจะเป็นรถถัง เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน ระเบิด ของกองทัพอเมริกัน ที่ฝ่ายเวียดกงยึดมาได้  รวมถึงส่วนจัดแสดงการใช้อาวุธเคมี ที่ชื่อ Agent Orange ในช่วงสงครามเวียดนาม ที่กองทัพอเมริกันใช้ไปมากกว่า 6 ล้านแกลลอน โปรยโดยเครื่องบินเหนือพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งจะทำให้ใบไม้ร่วง เพื่อเปิดเผยที่ซ่อนของฝ่ายเวียดกง นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวรูปแบบการสู้รบโดยใช้สารเคมีอื่นๆ อีกอันเป็นผลกระทบต่อสุขภาพของชาวเวียดนามในภายหลัง หรือเรื่องราวการสังหารหมู่ทีค่อนข้างโหดเหี้ยม ก็ถูกจัดแสดงไว้เป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์สงครามแห่งนี้เช่นกัน ท่านใดที่สนใจเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์จากของจริงก็สามารถแวะไปชมกันได้


*****************


สำหรับบรรยากาศที่ เมืองตากอากาศ หวุงเตา Vungtau


หวุงเต่า (เวียดนาม: Vũng Tàu) เป็นเมืองในจังหวัดบ่าเสียะ-หวุงเต่า (Bà Rịa–Vũng Tàu) ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม หวุงเต่าเป็นเมืองชายทะเลที่มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และถือว่าเป็นเมืองศูนย์กลางของอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเรือของประเทศเวียดนามอีกด้วย


ภาพบรรยากาศชายทะเลที่หวุงเตา - เมืองตากอากาศ



ภาพบรรยากาศท่าเรือ Tan Cang-Cai Mep)  ที่หวุงเตา - ภาพจากผู้จัดการออนไลน์


โปรแกรมพาเที่ยวเวียดนามใต้ - โฮจิมินห์ซิตี้ - หมีถ่อ - วุงเตา 4 วัน 3 คืน  พร้อมเดินทางตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไป
http://indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=vietnam&code=VS040-4D3N

โปรแกรมทัวร์  เที่ยวเวียดนามใต้  เที่ยวโฮจิมินห์ซิตี้  และผ่านเที่ยวกรุงพนมเปญ กัมพูชา
5 วัน 4 คืน ทางรถ

http://indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=vietnam&code=V-Hilight-002-5D4N



ข้อมูลทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม นครโฮจิมินห์  Hochiminh City  อ่านเพิ่มเติม
http://www.ditp.go.th/contents_attach/94346/94346.pdf
11  Travel Update ข่าวสารท่องเที่ยว / ข่าวอัพเดท / Re: ประวัติวันตรุษจีน ของไหว้ตรุษจีน ความหมาย หรือวันปีใหม่จีน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2016, 10:07:00 AM
วิธีไหว้เจ้าตรุษจีน ไหว้รับเทพเจ้ารับโชคลาภ โดย อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ


ขั้นตอนการไหว้ตรุษจีน หรือขั้นตอนการรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ให้ถูกวิธี เพื่อรับโชคให้ได้ผลเต็มๆ ร่ำรวย เงินทอง สุขภาพดี ตามแบบของ อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ ต้องทำอย่างไรบ้างนั้น   เรามาไล่ดูกันค่ะ..


ก่อนอื่นคือ..  ก่อนจะถึงวันตรุษจีน เราเชื่อกันว่า จะเป็นช่วงเวลาที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภจะเดินทางกลับไปไปยังสรวงสวรรค์  เพื่อไปกราบเล่าเรื่องราว ความประพฤติต่างๆ บนโลกมนุษย์ให้กับท่านเว็กเซียนฮ่องเต้ทราบ  โดยในวันดังกล่าว ชาวจีนจะมีพิธีไหว้เช่นกัน  ซึ่งถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง เรียกว่า  วันไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์  ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ซิ้งเจี่ยที เป็นหนึ่งในประเพณีเก่าแก่ของจีน ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่ค่อยได้พบเห็นกันเท่าใดนัก ในวันดังกล่าว เทพทุกองค์ยกเว้น ตี่จู่เอี้ย ที่เฝ้าบ้าน สำหรับเทพที่ชาวจีนเลือกที่จะทำพิธีส่งกลับสู่สวรรค์ในวันดังกล่าว จะเรียกกันว่า "เจ้าเตา"  ซึ่งหมายถึง เตาที่เราหุงหาอาหาร ที่ทำให้เราได้มีกินอิ่มหนำสำราญกันนี้แหละ    และพอคืนช่วงรอยต่อวันสิ้นปีบรรจบวันขึ้นไปใหม่ ของชาวจีน เวลาประมาณราวๆ ห้าทุ่มถึงเที่ยงคืนครึ่ง หรือตีหนึ่งของวันตรุษจีน จึงเป็นวันที่เทพเจ้าทุกองค์จะเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์  เพื่อปกปักษ์รักษาสิ่่งต่างๆ อีกครั้ง   ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงถือเอากันว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การอันเชิญ เทพเจ้าแห่งโชคลาภเงินทอง นามว่า เทพเจ้าไฉ่ ซินเอี๋ย เข้ามาให้ความมงคล ให้ศีลให้พร โชคลาภเงินทองแก่ชีวิตของเราและครอบครัว

ส่วนวิธีการจัดเตรียมเครื่องไหว้เจ้า  และวิธีการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ รับตรุษจีน ดังนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ถ้ามีรูปหล่อ รูปปั้น หรือรูปภาพ ของเทพเจ้าไฉ่ ซินเอี้ย เตรียมไว้ ตั้งไว้เบื้องหน้า ของโต๊ะ   โดยในทุกปี จะมีผู้รู้หลายๆ ท่านดูฤกษ์ยาม แล้วมาบอกว่าเราปีนี้ องค์เทพท่านจะเสด็จลงมาทางทิศไหน  ก็ให้เราตั้งของบูชาหันหน้าไปทางทิศนั้น และ วางรูปตัวแทนขององค์เทพท่านไว้เบื้องหน้า  โดยหันหน้ามาทางผู้บูชา

2. วางถ้วยน้ำชา ไว้เบื้องหน้ารูปตัวแทนท่าน  5 ถ้วย  (เลข 5 เป็นเลขมงคล)

3. ข้าว 5 ถ้วย

4. ขนมอี๋ 5 ถ้วย

5. ขนมไหว้ต่าง จันอับต่างๆ เครื่องไหว้จีนต่างๆ

6. ผลไม้อาจเป็นส้ม 5 ผลก็ได้

7. ถังทอง + กระดาษเงินกระดาษทอง ไว้เผา

8. ธูปเทียน สำหรับไหว้


ที่สำคัญ คือ ต้องมีเทียบเชิญ  เป็นกระดาษสีแดง  เขียนว่า  "ขอเชิญ องค์ไฉ่ซิงเอี้ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ มาสถิตย์ ณ บ้านเลขที่ ... (ใส่บ้านเลขที่เราไป) พร้อม กระดาษขอพรสีเขียว  เขียนว่า "คำอธิษฐาน.. ขอองค์ไฉ้ซิงเอี้ย ประทานพรให้ ข้าพเจ้า ชื่อ...  มี... (พรที่ประสงค์)"  อาจพร้อมรูปถ่ายสิ่งที่ตนปรารถนาแนบมาด้วยก็ได้ 



และเมื่อถืงเวลา  เช่นฤกษ์ดีปีนี้ที่ 23.00 น. หรือ ห้าทุ่ม  เราก็จุดธูป และเผาเทียบเชิญ พร้อมกล่าวคำอัญเชิญองค์เทพไปด้วย  จากนั้นรินน้ำชา ณ เวลานั้น และกล่าวเชิญชวน  เหมือนตอนรับแขกผู้ใหญ่ ให้ดื่มน้ำชาให้สดชื่น และรับข้าวของอาหารที่เราจัดเตรียมไว้ถวาย

กล่าวต่อ หลังเชื้อเชิญทานอาหารให้อิ่มสำราญ ...  เมื่อข้าพเจ้าถวายอาหารและสิ่งของเหล่านี้ด้วยใจเคารพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าขอพร... ตามที่เราปรารถนา  ก็อธิษฐานไป  (ไม่ต้องเผากระดาษอธิษฐานนะคะ)

เท่านี้หละคะ... ครบสมบูรณ์แล้ว..



ดูพิธีการในวันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ ได้ที่นี่
http://www.fengshuitown.com/fengshui/fengshui-tip-pray-for-luck-god.htm

ชมเป็นวิดีโอในรายการได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=AhpB3BxKnws




ประวัติวันตรุษจีน หรือวันปีใหม่จีน


วันตรุษจีน ปี 2559 หรือ 2016 นี้ตรงกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559

ประวัติวันตรุษจีน

      มนุษย์ทุกชนชาติ ในโลกใบนี้ ล้วนให้ความสำคัญกับวันต่าง ๆ ในแต่ละรอบปี  อาทิ วันขึ้นปีใหม่ที่เป็นสากลทั่วโลก ได้แก่วันที่  1  มกราคม ของทุกปี วันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยก็คือ วันมหาสงกรานต์ แต่สำหรับคนเชื้อสายจีนนั้นวันขึ้นปีใหม่ของจีนคือวันตรุษจีนหรือช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งจะตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนตามวันทางจันทรคติถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของปี และเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจีนจะแบ่งเวลา 1 ปี เป็น 4 ฤดู คือ  ชุง แห่  ชิว  ตัง

ตรุษจีน 2557

     เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่โบราณ เมื่อหมดหน้าหนาวที่ทำการเพาะปลูกไม่ได้ มาเข้าฤดูใบไม้ผลิที่อากาศดี จะได้เริ่มต้นทำนาทำสวน จึงมีการบวงสรวงต่อเทพยดา เซ่นไหว้บรรพบุรุษ อธิษฐานให้ได้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ให้กิจการงานก้าวหน้า ตรงนี้น่าจะเป็นที่มาของตำนานการไหว้เจ้าในวันตรุษจีน ที่เรียกว่า  “ ง่วงตั้งโจ่ย ”   แต่เนื่องจากธรรมเนียมการไหว้วันตรุษจีนจะต่อเนื่องกันมาจากวันไหว้สิ้นปี และมีธรรมเนียมการทำความสะอาดบ้านก่อนหน้าอีกด้วย จึงขออธิบายเป็นเรื่องสืบเนื่องต่อกันว่า ฤดูวันทางจีนจะเป็นแบบจันทรคติ บางเดือนมี  29 วัน เรียกว่าเดือนสั้น หรือบางเดือนมี  30 วัน เรียกว่าเดือนยาวทำให้เดือน 12 ของแต่ละปี  บางครั้งก็มี 29 วัน  บางปีก็มี  30 วัน   
 


เทศกาลวันตรุษจีน

     เมื่อใกล้ช่วงสิ้นปี คนไทยอาจไม่มีความต่างจากวันอื่นมากนัก แต่สำหรับคนจีน  พอใกล้ ๆ จะสิ้นปี จะนิยมทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เรียกว่า ล้างบ้าน พานหยากไย่กันแทบทุกซอกมุม ครั้งพอถึงช่วงเทศกาล จะมีการหยุดงาน หยุดกิจการค้า เพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่ ต้องไหว้ 2 วันซ้อน ซึ่งมีไหว้กลางดึกด้วย นอกจากนี้ก็จะได้ใช้เวลาในช่วงนี้ไปเยี่ยมคารวะผู้ใหญ่ญาติมิตรที่เคารพนับถือ และเที่ยวพักผ่อน จึงมีสำนวนของวันตรุษจีน ว่า “วันจ่าย วันไหว้ วันถือ” 


     วันจ่าย  หรือ ตื่อเส็ก ตรงกับวันก่อนวันตรุษจีน 2 วัน ใครจะต้องซื้อหาเตรียมของอะไรแล้วยังไม่เรียบร้อย ก็ให้ทำให้เสร็จในวันจ่ายก่อนที่ร้านค้าจะหยุดยาว  
 
     วันไหว้ การไหว้ในวันสิ้นปี
>> ตอนเช้า  ไหว้ไป๊เล่าเอี๊ย หรือเทพเจ้าต่างๆ 
>> ตอนสาย ไหว้ไป๊เป้บ๊อ หรือไหว้บรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับ
~ จากนั้นญาติพี่น้อง ลูกหลานจะรับประทาทนอาหารร่วมกัน และแลกเปลี่ยนอั่งเป่า
>> ตอนบ่าย ไหว้ไป๊ฮ้อเฮียตี๋  หรือผีไม่มีญาติ
>> ช่วงกลางดึกของ วันไหว้ เวลา 23.00 น. – 00.59 น.เป็นช่วงเวลาที่นิยมสุด แต่ต้องดูเรื่องของปีเกิดของผู้ร่วมพิธีประกอบด้วย ทำให้ฤกษ์ไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ยหรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ช่วงเวลาที่ดีในการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภแตกต่างกันบ้าง
>> นอกจากนั้นถ้าปีนั้น ผู้ไหว้เป็นปีชง  ก็จะไหว้องค์ไท้ส่วย เพื่อฝากคุ้มครองดวงชะตาด้วย

 
     วันถือ และวันเที่ยว หรือวันรุ่งขึ้น คือวันตรุษจีน วันแรกของตามปฎิทินจีน  โดยวันนี้ ก็มักจะเรียกกันว่าเป็นวันเที่ยว และวันถือ ด้วย  เพราะ ชาวจีนจะถือปฏิบัติตามธรรมเนียมโบราณ  เรียกว่า  ไป๊เจีย คือ การไปไหว้ขอพรและอวยพรญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "กา" ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำโชคดีไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย
และ ยังถือกันว่าในวันนี้ทุกคนจะพูดและทำแต่สิ่งที่เป็นมงคล  เช่น ไม่มีการพูดว่ากัน แต่จะกล่าวคำอวยพร “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” แปลเป็นไทย คือ "ขอให้โชคดีปีใหม่" นั่นเอง  การถืออื่น ๆที่นิยมว่าถือกัน  เช่น  ห้ามจับไม้กวาด หรือห้ามกวาดบ้าน เพราะอาจเป็นการกวาดสิ่งดี ๆ ในบ้านออกไป แล้วกวาดสิ่งไม่ดีเข้ามา  วันถือนี้ บางคนก็เรียกวันเที่ยว ซึ่งคงมาจากธรรมเนียมการออกไปเที่ยวพักผ่อนกันทั้งครอบครัวในวันตรุษจีน


      อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ในเช้าของวันตรุษจีน เราก็ควรทำบุญตักบาตรกัน แล้วช่วงสายก็เข้าวัดทำบุญถวายสังฆทาน และปฏิบัติธรรมกันทั้งครอบครัว เพื่ออุทิศส่วนบุญ ส่วนกุสลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ช่วงเย็นก็ไปปล่อยสัตว์ ให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน เพราะผู้ให้ชีวิต ย่อมได้ชีวิต เราจะได้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน มีอายุขัยยืนยาว ได้สร้างบารมีกับพระพุทธศาสนาไปนานๆ กันนะค่ะและทั้งหมดนี้คือ กิจกรรมที่ถือปฏิบัติกันในวันตรุษจีน


คำอวยพรวันตรุษจีน

คำอวยพรวันตรุษจีน : ว่านซื่อหยูอี้  万事如意 คำแปล : สมความปรารถนา
คำอวยพรวันตรุษจีน : กงสี่ฟาไฉ 恭喜发财 คำแปล : ขอให้ร่ำรวย
คำอวยพรวันตรุษจีน : จี๋เสียงหยูอี้ 吉祥如意 คำแปล : สมปรารถนา
คำอวยพรวันตรุษจีน : เห่ายวิ่นเหนียนเหนียน 好运年年 คำแปล : โชคดีตลอดไป
คำอวยพรวันตรุษจีน : อี้ฝันฟงซุ่น 一帆风顺 คำแปล : ทุกอย่างราบรื่น
คำอวยพรวันตรุษจีน : ไฉเหยียนกว่างจิ้น 财源广进 คำแปล : เงินทองไหลมา
คำอวยพรวันตรุษจีน : เจาไฉ่จิ้นเป่า 招财进宝 คำแปล : เงินทองไหลมา
คำอวยพรวันตรุษจีน : เหนียนเหนียนโหย่วหยวี๋ 年年有余 คำแปล : เหลือกินเหลือใช้
คำอวยพรวันตรุษจีน : ซื่อซื่อซุ่นลี่ 事事顺利 คำแปล : ทุกเรื่องราบรื่น
คำอวยพรวันตรุษจีน : จินยวี้หม่านถัง 金玉满堂 คำแปล : ร่ำรวยเงินทอง
คำอวยพรวันตรุษจีน : อิ้เปิ่นว่านลี่ 一本万利 คำแปล : กำไรมากมาย
คำอวยพรวันตรุษจีน : ต้าจี๋ต้าลี่ 大吉大利 คำแปล : ค้าขายได้กำไร
คำอวยพรวันตรุษจีน : เหนียนเหนียนฟาไฉ 年年发财 คำแปล : ร่ำรายตลอดไป
คำอวยพรวันตรุษจีน : หลงหม่าจินเสิน 龙马精神 คำแปล : สุขภาพแข็งแรง



       วันตรุษจีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณีและพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆ แล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วันการเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น



        วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆ กัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่  สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง
12  Travel Update ข่าวสารท่องเที่ยว / ข่าวอัพเดท / ร่วมแสดงความเสียใจ กับการจากไปของคุณเต่าทวด ณ ทะเลสาบคืนดาบ กรุงฮานอย เวียดนาม เมื่อ: มกราคม 22, 2016, 08:32:51 AM
ร่วมไว้อาลัย การจากไปของปู่เต่ายักษ์ อายุนับร้อย ที่ชาวเวียดนามให้ความเคารพ


เต่ายักษ์อายุยืน ในบึงใหญ่ หรือที่เรียกว่า ทะเลสาบคืนดาบ ใจกลางกรุงฮานอย ที่ชาวเวียดนามเชื่อถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เสียชีวิตแล้วเมื่อวันอังคาร ที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา โดยเต่าทวดยักษ์ดังกล่าว ชาวเวียดนามเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์  เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน  และเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเอกราช เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันอังคาร สร้างความโศกเศร้าเสียใจต่อประชาชนจำนวนมาก บางคนกลัวว่าการตายของมันจะเป็นลางร้าย“

ชาวเวียดนาม กำลังเศร้าโศกกับการจากไปของคุณทวดเต่า ที่ให้ความเคารพในฐานะเต่ามงคล แต่ในความเป็นจริงเต่าโบราณตัวนี้ คือ ตะพาบยักษ์แยงซี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ตัวที่เหลืออยู่บนโลกเท่านั้น โดยลอยตายอยู่ในทะเลสาบกลางกรุงฮานอย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนสาเหตุยังไม่แน่ชัด

หลายคนเชื่อว่าการตายครั้งนี้น่าจะเป็นลางร้ายต่อพรรคคอมมิวนิสต์ เนื่องจากจะมีการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ ประจำปีในวันนี้ เพื่อเลือกผู้นำคนใหม่



ทวดเต่าตัวนี้เป็นเพศเมีย ชื่อมีความหมายว่าเป็นคุณทวด ซึ่งใช้กล่าวถึงผู้อาวุโสที่น่าเคารพ แสดงให้เห็นว่าคนฮานอย ให้ความเคารพเต่าตัวนี้มากแค่ไหน แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ฮานอย เพราะว่าหลายคนจากทั่วเวียดนามมักจะมานั่งรอคอยที่ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม บางคนรอเป็นวัน เพื่อหวังจะได้เห็นคุณทวดนิดนึงก็ยังดี

สำหรับชาวเวียดนามหลายคน ยังมีความเชื่อเรื่องราวตามตำนานเล่าขานที่สืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ หรือ ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem) ตามภาษาเวียดนาม   
โดยชาวบ้านเวียดนามส่วนหนึ่งก็เชื่อกันว่า   เต่าทวดอายุนับร้อยปีตัวนี้นั่นเอง ที่เป็นเต่าศักดิ์สิทธิ์ตามดำนานดังกล่าว  และมีความเชื่ออีกว่า เต่าทวดศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ มีหน้าที่ปกป้องประเทศ ซึ่งหากในภายหน้าเกิดมีข้าศึกต่างแดนบุกเข้ามารุกรานเอง เต่าทวดศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ก็จะถือดาบขึ้นปกป้องเอกราชให้กับแผ่นดินของพวกเขาอีกครั้ง

ดังนั้น การจากไปของ เต่าทวดครั้งนี้จึงสร้างความเศร้าสลดใจกับพวกเขาเป็นอย่างมาก  จนวิตกว่าอาจถือเป็นลางร้าย ขณะที่โซเชียลมีเดียในเวียดนาม เต็มไปด้วยข้อความไว้อาลัยต่อการจากไปของทวดเต่าตัวนี้ บางคนเขียนว่า"ทวดเต่าตัวนี้ ถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สำหรับชาวฮานอย รู้สึกเศร้าและเสียใจมาก" บางคนเขียนว่า "สงสัยว่าการตายของทวดเต่าเวลานี้ เป็นสิ่งบ่งชี้อะไรหรือไม่" เช่นเขียนว่า ทวดเต่าตายแล้ว นี่เป็นสัญญาณอะไรหรือเปล่า ตายในช่วงเวลาที่มีประชุมสภา หรือ บางคนเขียนว่า "ทวดเต่าตายแล้วบางทีนี่อาจจะไม่ใช่สัญลักษณ์ของความโชคร้าย แต่เป็นสัญญาณของการเริ่มอะไรใหม่ ๆ และ การจบลงของความล้าหลัง"

เต่ากับคนเวียดนาม ผูกพันกันอย่างมาก เพราะว่าเป็นสัตว์ที่อยู่ในความเชื่อ และ วัฒนธรรมของชาวเวียดนามมายาวนาน ตำนานของชาวเวียดนาม เล่าว่า Le Loi ผู้ซึ่งกำลังจะขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ในสมัยก่อน ได้ยืมดาบศักสิทธิ์จากมังกรเพื่อไปต่อสู้กับศัตรู และหลังจากกู้เอกราชให้ชาวเวียดนามได้แล้วได้ไปที่ทะเลสาบและคืนดาบให้กับเจ้าของที่อยู่บนสวรรค์โดยผ่านลูกศิษย์ นั่นก็คือเต่ายักษ์มารับดาบ และหายไปใต้น้ำ ซึ่งเชื่อว่าคือแม่น้ำที่ทวดเต่าตัวนี้อยู่

นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าทวดเต่าตายด้วยสาเหตุใด น้ำเสีย โลกร้อน หรือ อายุมาก ซึ่งกำลังวินิจฉัยอยู่ แต่ทางการของเวียดนาม ระบุแล้วว่าคุณทวดเต่าจะถูกสตาฟไว้



ชมบรรยากาศการร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือทวดปู่ที่สิ้นลมหายใจ
https://www.youtube.com/watch?time_continue=49&v=W8bL1rCOmw4


ร่วมเดินทางสัมผัสทะเลสาบคืนดาบ ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม  ฮานอย  อ่าวฮาลองเบย์  กับเรา
4 ท่านขึ้นไปพร้อมออก




ขอบคุณแหล่งข่าว   :  เว็บไซต์ครอบครัวข่าว 3
                           เดลินิวส์
                           http://www.stuff.co.nz/
13  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / ทริปประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน บาหลี อินโดนีเซีย ลาว กัมพ / รู้จัก นางอัปสร ก่อนไปเที่ยวเขมร นครวัด นครธม เมื่อ: มกราคม 18, 2016, 05:23:40 AM
"นางอัปสร หรือ นางอัปสรา" คือใคร


"รูปปั้นนางอัปสร ผนังปราสาทบายน"


นางอัปสรา หรือ นางอัปสร หินสลักศิลปะนูนต่ำรอบ มหาปราสาทโบราณหลายๆ แห่งที่เป็นศาสนสถานแห่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  อาทิ ประสาทนครวัด  ปราสาทบายน ปราสาทหินพนมรุ้ง ฯลฯ

"อัปสร" เป็นภาษาสันสกฤต  "อัป" หมายถึง น้ำ และ "สร" หมายถึง การเคลื่อนไป  "อัปสร" จึงหมายถึง ผู้ที่เคลื่อนไปในน้ำ อันเป็นกำเนิดของนาง


ต้นกำเนิดของนางอัปสร มาจากตำนานการ "กวนเกษียณสมุทร" หากเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปเยือนยังโบราณสถานต่างๆ ในเมืองเสียมเรียบ ภาพตำนาน "กวนเกษียณสมุทร"  จะเป็นเรื่องราวที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้ง

"รูปปั้นนางอัปสร ผนังปราสาทนครวัด"

"ต้นกำเนิดของนางอัปสร"
มาจากตำนานการ "กวนเกษียณสมุทร"  ในตอนอวตารหนึ่งของพระนารายณ์มาเป็นเต่า (กูรมาวตาร )

มีตำนานเล่าว่า เทวดากับอสูรมักจะสู้รบกันอยู่เสมอ และฝ่ายเทวดามักจะพ่ายแพ้ เนื่องจากต้องคำสาปฤาษีตนหนึ่ง เหล่าเทวดา จึงไปของให้พระนารายณ์ช่วยเหลือ พระองค์ได้แนะนำให้ทำพีธีกวนเกษียรสมุทร (กวนน้ำในมหาสมุทรให้เหลือเพียงหนึ่งถ้วย เพื่อเป็นน้ำทิพย์ เมื่อดื่มแล้วจะเป็นอมตะ ) แต่มหาสมุทรก็กว้างใหญ่มาก จึงต้องใช้เขาพระสุเมรุมาเป็นไม้กวน ใช้พระยานาคมาเป็นเชือก และปั่นดึง สองข้าง เทวดาจึงไปหลอกให้อสูรมาช่วยกวน และบอกว่าจะแบ่งน้ำทิพย์ให้ดื่ม และให้อสูรอยู่ทางหัวพระยานาค

เมื่อกวนไปกวนมา แกนโลกอาจจะเกิดทะลุได้ พระนารายณ์จึงต้องอวตารลงมาเป็นเต่า เพื่อรองรับเขาพระสุเมรุ เมื่อกวนไปกวนมา พระยานาควาสุกรีเกิดความร้อนและระคายเคืองคอ จึงพ่นพิษออกมา พระศิวะกลัวว่าพิษจะไปทำลายล้างโลก จึงได้รับกลืนพิษไว้หมด ด้วยเหตุนี้พระสอของพระศิวะจึงมีสีดำ หลังจากเทพและอสูรกวนเกษียณสมุทรเพื่อเอาน้ำทิพย์แล้ว

สิ่งที่ผุดขึ้นจากการกวนมี 10 อย่าง หนึ่งในจำนวนนั้นคือ "กลุ่มนางอัปสร"  เป็นหญิงงามทั้งหมดจำนวน 35 ล้านองค์ แต่จะด้วยอะไรก็ตาม หญิงเหล่านี้ไม่มีเทวะองค์ไหนรับไปเป็นชายาประจำตัวเสียให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดลงไป คงปล่อยนางไว้ลอยๆ บนสวรรค์

แต่จะว่าเป็นอิสระมีสิทธิสตรีแบบหญิงแกร่งก็ไม่ใช่ เพราะเทพมักจะใช้นางอัปสรลงไปปฏิบัติงานบนโลกเป็นประจำ หน้าที่หลักก็คือไปยั่วยวนทำลายตบะของฤาษีที่ทำท่าว่าบำเพ็ญนานแล้วจะเก่งกว่าเทวดา พอฤาษีเสียที นางก็กลับขึ้นสู่สวรรค์
แต่บางครั้งเคราะห์ร้าย ถูกฤาษีโกรธสาปเอาให้มีอันเป็นไปก็มี

ส่วนเทวดาผู้ใช้นางไปทำงานนั้นกลับรอดตัว นางอัปสรชื่อเมนกา เคยไปทำลายตบะของฤาษีวิศวามิตรสำเร็จ มีลูกสาวออกมาชื่อศกุนตลา


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าทรงพระราชนิพนธ์เรื่องของนางไว้ชื่อ "ศกุนตลา"  เป็นของขวัญแด่พระคู่หมั้น คือพระวรกัญญาปทาน

ทั้งนี้ยังไปหลอกล่อ ยั่วยวนอสูร เหล่าอสูรก็หลงเลห์วิ่งไล่ปล้ำเหล่านางอัปรา  ทำให้เหล่าเทพดื่มกินน้ำทิพย์จนหมดสิ้น เหล่านางอัปสรานี้ จึงได้ชื่อว่าเป็น นางบำเรอสวรรค์และจะอยู่ในสวรรค์ชั้นล่างๆ ที่ยังมีการติดอยู่ในความสุขสำราญแบบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยู่


แต่ทั้งนี้.. ในบางความเชื่อ ก็มีเรื่องราวที่ต่างออกไปในเรื่อง "ต้นกำเนิดนางอัปสร" ในเรื่องเล่าของอินเดียมีการกล่าวถึงนางอัปสรไว้มากมาย นับว่าเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่งในตำนานของอินเดีย ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าและชาวสวรรค์อื่นๆ

ตามตำนานของฮินดู กล่าวว่าพระพรหมทรงสร้างนางอัปสรขึ้น และเป็นนางบำเรออยู่ในราชสำนักของพระอินทร์ ในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ ได้กล่าวถึงนางอัปสรที่สำคัญไว้หลายตนด้วยกัน เช่น มัญชุเกศี, สุเกศี, มิสรเกศี, สุโลจนะ, เสาทมิณี, เทวทัตตะ, เทวเสนะ, มโนรม, สุทาติ, สุนทรี, วิคัคธะ, วิวิธ, พุธ, สุมล, สันตติ, สุนันทา, สุมุขี, มาคธี, อรชุนี, สรลา, เกระลา, ธฤติ, นันทา, สุปุษกลา, สุปุษปมาลา และ กาลภา


นางอัปสรมีอำนาจแปลงกายได้ ทั้งยังมีความสามารถในการขับร้องและเต้นรำเป็นอย่างยิ่ง ในราชสำนักของพระอินทร์มีนางอัปสรอยู่ 26 ตน แต่ละตนมีความสามารถในเชิงศิลปะต่างๆ กัน เทียบได้กับตำนานมูเซ (muse) ของกรีกโบราณ

นอกจากนี้ยังมีตำนานกล่าวต่อไปว่า นางอัปสรนั้นเป็นชายาของคนธรรพ์ ซึ่งเป็นนักดนตรีในสวรรค์ โดยนางจะเต้นรำไปตามจังหวะดนตรีที่สามีของตนบรรเลง โดยทั่วไปมีความเชื่อว่านางอัปสรเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญงอกงาม แต่บางถิ่นก็เชื่อว่าอัปสรมีอำนาจแห่งความชั่วร้ายอยู่ด้วย

ในปราสาทนครวัดของกัมพูชา มีการสลักภาพนางอัปสรไว้มากมาย โดยที่แต่ละรูปมีใบหน้า ท่าทาง และการแต่งกายที่แตกต่างกันไป


"รูปปั้นนางอัปสร ผนังปราสาทบายน"

บทวิเคราห์

สำหรับเรื่องราวของ "นางอัปสร" ถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งเรื่องราวความเชื่อของศาสนาพราหมณ์โบราณ ที่ยึดถือความเชื่อในเรื่องชั้นวรรณะ  ซึ่งเกี่ยวโยงความเชื่อในเรื่องของสรวงสวรรค์  และเทพองค์ต่างๆ อันประกอบด้วยเทพยิ่งใหญ่สูงสุด 3 พระองค์ หรือที่มีชื่อเรียกว่า "พระตรีมูรติ" ประกอบด้วย พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ โดยมีความเชื่อว่า 
พระพรหม คือ พระผู้สร้าง , พระวิษณุหรือพระนารายณ์  คือ พระผู้รักษา และ พระศิวะหรือพระอิศวร คือ พระผู้ทำลาย อันเป็นองค์ประกอบ อันเป็นจริงของโลก ซึ่งหากเปรียบเป็นหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนาพุทธ จะตรงคำสอนที่ว่าทุกสรรพสิ่งบนโลก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป. นั่นเอง   

โดยทั้งนี้ นางอัปสร ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราว แห่งพระวิษณุ หรือพระนารายณ์  มหาเทพที่กษัตริย์ ราชาในอดีต ทั้งอินเดีย เนปาล พม่า กัมพูชาและไทย ทรงมีพระราชศรัทธามากที่สุด  โดยหากมีการสร้างศาสนาสถานแห่งพราหมณ์โดยวรรณะกษัตริย์ ซึ่งมักถ่ายทอดความเชื่อที่ว่า การก้าวผ่านทางเดินแห่งศาสนสถานที่ล้อมรอบด้วยลำน้ำสู่ตัวปราสาท ก็เปรียบได้กับการก้าวเข้าสู่ดินแดนสวรรค์ และการเดินขึ้นบันไดสู่จุดยอดปราสาท ก็เปรียบได้กับการก้าวขึ้นสู่สวรรค์  ที่มีนางอัปสร ร่ายรำ งดงามอยู่เบื้องล่างของสรวงสวรรค์นั่นเอง




ขอขอบคุณบทความตำนานกวนเกษียณสมุทร : อาจารย์สิงขร เครือแดง
14  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / ทริปประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน บาหลี อินโดนีเซีย ลาว กัมพ / เที่ยว "หมีถ่อ" (My Tho) หนึ่งในเมืองที่ตั้งบน ดินดอนสามเหลี่ยมทองคำ เวียดนาม เมื่อ: ธันวาคม 13, 2015, 09:39:32 PM
เที่ยว "หมีถ่อ" (My Tho) หนึ่งในเมืองที่ตั้งบน
ดินดอนสามเหลี่ยมทองคำ  เวียดนาม


หมีทอ (เวียดนาม: Mỹ Tho) เป็นเมืองหลักและเป็นเทศบาลแห่งหนึ่งของจังหวัดเตี่ยนซาง ตั้งอยู่ในภูมิภาคดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม เมืองนี้มีชื่อเสียงจากการล่องเรือท่องเที่ยวในแม่น้ำหมีทอ และจากก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "หูตี๊วหมีทอ" (hủ tíu Mỹ Tho)



การล่องเรือในแม่น้ำหมีทอ หรือ หมีถ่อ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นช่องน้ำสายเล็กๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นทางออกไปสู่แม่น้ำโขงนั้น  ตลอดเส้นทางนักท่องเที่ยวจะได้ล่องเรือเล็กสัมผัสบรรยากาศสภาพธรรมชาติอันร่มรื่น  ตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนทางเส้นทางน้ำที่คึกคัก  และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบทเวียดนามที่นั่น ที่พื้นที่แถบนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสวนมะพร้าว สวนผลไม้ ได้ชื่นชมภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำลูกกวาดจากมะพร้าว  เลือกซื้อของฝากของที่ระลึกที่ใช้วัตถุดิบจากมะพร้าว  ชมการแสดงดนตรีพื้นบ้านในบรรยากาศร่มรื่นในสวนผลไม้  นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางลัดเลาะตามสวนผลไม้ ชมธรรมชาติและวิถีชีวิตตามชายฝั่งมาแม่น้ำโขง ได้อีกด้วย


และสำหรับเพื่อนๆ ที่เคยไปเยือนยังเมืองไต้หวัน  อาจเกิดความประหลาดใจเมื่อได้เจอหลายสิ่งจากที่นั่น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ว่าทำไมมีหลายๆ อย่างละม้ายคลายของบ้านเราเองไปเสียหมด  ส่วนหนึ่งก็คาดว่า น่าจะเกิดจากอิทธิพลการอพยบลงมาของชาวจีนไต้หวัน การติดต่อการค้า และความพยายามเข้ามาตั้งรกรากของชาวจีนกวางตุ้ง และะฝูเจี้ยน เป็นต้น


ประวัติเมืองหมี่ทอ

หมีทอตั้งขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1680 โดยชาวจีนที่ลี้ภัยมาจากเกาะไต้หวัน เมื่อนายพลชี หลาง แห่งราชวงศ์ชิงสามารถพิชิตดินแดนส่วนที่เหลือของราชวงศ์หมิงใต้ได้ในปี ค.ศ. 1683 บริเวณที่ตั้งเมืองหมีทอในเวลานั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอม (ถูกผนวกเข้ากับเวียดนามในคริสต์ศตวรรษที่ 18) ชื่อของเมืองนี้ตั้งชื่อตามแม่น้ำหมีทอ โดยเขียนเป็นอักษรจื๋อโนมได้ว่า 美萩 ("ต้นไม้ที่สวยงาม")


เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งใกล้กับเมืองไซ่ง่อน (โฮจิมินซิตี้ ปัจจุบัน) หมีทอ จึงกลายเป็นประตูสู่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงสำหรับไซ่ง่อนมาตั้งแต่อดีต ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในบริเวณที่เป็นภาคใต้ของเวียดนามปัจจุบัน


ในคริสต์ทศวรรษ 1860 หมีทอเป็นหนึ่งในเมืองยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายอิทธิพลของฝรั่งเศสเข้าไปในเวียดนาม ในปี ค.ศ. 1862 การยึดเมืองหมีทอของฝรั่งเศสถือเป็นบทสรุปของการสถาปนาอาณานิคมฝรั่งเศสที่โคชินไชนา ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการยึดครองเวียดนามที่กินเวลาอยู่เกือบศตวรรษ ในยุคที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส สภาพเศรษฐกิจของเมืองยังคงเจริญรุ่งเรือง ดึงดูดให้ชนต่างถิ่นโดยเฉพาะชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยนอพยพเข้ามาอยู่อาศัย

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta)


ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ถือเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ตรงบริเวณทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเวียดนาม โดยเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากที่ราบสูงทิเบตแล้วไหลมาทางทิศใต้ผ่าน 7 ประเทศ ไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ที่บริเวณนี้

สำหรับโปรแกรมทัวร์พาเที่ยว "หมีถ่อ" ของเรา อาทิเช่นโปรแกรมนี้

http://indochinaexplorer.com/program_detail.php?country=vietnam&code=V-Hilight-002-5D4N

Thank you Source : Wikimedia.com
and Image from Internet
15  Journey Talk เล่าประการณ์ท่องเที่ยว / ทริปเที่ยวทั่วไทย ไม่ไปไม่รู้ / สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย ที่น่าสนใจ เมื่อ: ธันวาคม 06, 2015, 07:49:04 PM
สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย ที่น่าสนใจ



1. ขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่



ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน หรือสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน เป็นสถานที่เที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่งยอดฮิตของภาคเหนือ โดยจะบานสะพรั่งในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ตั้งอยู่บนเส้นทางเดียวกับทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ และดอยปุย

จุดเด่นของการไปเยือนดอยอ่างขางคือ นอกจากจะได้ไปชมต้นดอกพญาเสือโคร่งบานแล้ว ผู้มาเยือนยังได้เที่ยวชมดอกไม้เมืองหนาวภายโครงการหลวงอ่างขาง และจุดที่น่าสนใจอื่นๆ อีกด้วย อาทิเช่น แปลงทดลองปลูกพืชผลไม้เมืองหนาว ได้แก่ สวนบ๊วย สวนท้อ สตอบอรี่ กีวี่พลับ สาลี่ เบอลี่บูล  สวนแปดสิบ โรงเรือนไม้ในร่ม โรงเรือนกุหลาบ แปลงผัก ป่าซากุระ ป่าเมเปิล พระตำหนักอ่างขาง สวนบอนไซ เป็นต้น
 
โดยที่นี่มีที่พักคอยให้บริการ แต่ควรสอบถามล่วงหน้าก่อน ที่สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน โทร 053-944053 หรือ 053-222014




2. ขุนแม่ยะ จ.แม่ฮ่องสอน



ขุนแม่ยะ Photo : Paiduaykan.com


ขุนแม่ยะ หรือเป็นที่รู้จักในนาม “หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ” อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ อยู่ในเส้นทางหลวง 1095 แม่มาลัย-ปาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง โทร. 053-248491, 053-819349 หรือ ททท. เชียงใหม่ โทร. 053-2761640



3. สถานีเกษตรหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่



สถานีเกษตรหลวงขุนวาง Photo : amazingthaitour.com

เป็นโครงการหลวงที่มีความสำคัญแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ การเดินทางให้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1009 ราวหลักกิโลเมตรที่ 31 มีสามแยกตรงหมู่บ้านขุนกลาง จากนั้นเลี้ยวขวาไป 18 กิโลเมตร ก็จะถึงสถานีเกษตรหลวงขุนวาง ชมดอกซากุระให้เต็มอิ่ม หากต้องการที่พัก ที่นี่ก็มีบริการให้นักท่องเที่ยว สามารถติดต่อได้ที่ ติดต่อได้ที่ 053 114 133 , 081 960 2033



4. สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน จ.น่าน



ขุนสถาน Photo : chartchy.com

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.นาน้อย จ.น่าน เลยจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในถูกห้อมล้อมไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่ง ที่ชมพูสะพรั่งเต็มไปหมด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน โทร. 081-6023199, 088-8055928, 090-0501049



5. ดอยช้าง-ดอยวาวี จ.เชียงราย



ดอยช้าง ดอยวาวี  Photo : Siamfreestyle.com

ตั้งอยู่ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาผีปันน้ำด้านตะวันตก มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีการจัดภูมิทัศน์อย่างดีเยี่ยม พร้อมที่พัก ลานกางเต้นท์ และไฮไลท์สำคัญที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่โด่งดังในแบรนด์ “กาแฟดอยช้าง” ที่เราเห็นกัน โดยที่แห่งนี้ ยังขึ้นชื่ออีกว่าเป็นแหล่งปลูกต้นนางพยาเสือโคร่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อบต.วาวี โทร. 0 5360 5950 หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงราย โทร. 0 5360 5941 , 0 5360 5955



6. ดอยแม่ตะมาน จ.เชียงใหม่



ดอยแม่ตะมาน

ที่แห่งนี้ อาจไม่มีซากุระมากมายเหมือนที่อื่น แต่ด้วยพื้นหลังคือดอยหลวงเชียงดาว ทำให้ดอกไม้สีชมพูดูโดดเด่น และมีทัศนียภาพที่ชวนหลงใหลเป็นอย่างมาก นักเดินทางทั้งหลายไม่ควรพลาด ที่นี่มีจุดให้กางเต้นท์ แต่ต้องเตรียมทุกอย่างมาเอง ไม่มีให้เช่า สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร. 053 222 014



7. ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย



ไร่ชาวังพุดตาล, ดอยแม่สลอง  Photo :  tiewkanmai.com

ดอยแม่สลอง นอกจากจะเป้นแหล่งปลุกชาจีนที่ขึ้นชื่อในภาคเหนือแล้ว ยังมีดอกนางพญาเสือโคร่ง พันธุ์ที่เล็กที่สุด มีสีชมพูอมขาว บานสะพรั่งตลอดทางขึ้นดอย เป็นไม้ป่าที่หาชมได้ยากในเมืองไทย อยู่ในระหว่างช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ เท่านั้น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อบต.แม่สลองนอก 0-5376-5129 หรือที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โทร. 0-5371-7433, 0-5370-0051-2



8. ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่



ดอยอ่างขาง

ดอยอ่างขางมีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบในหุบเขา ทำให้ดูเหมือนท้องกะทะหรืออ่างนั่นเอง แหล่งสำคัญของการมาเที่ยวดอยอ่างขาง นั่นคือการเข้าชมดอกไม้เมืองหนาวในโครงการหลวง พร้อมทั้งมีโรงเรือนไม้ในร่ม โรงเรือนกุหลาบ ป่าซากุระ ป่าเมเปิ้ล สวนบอนไซ ฯลฯ มาที่เดียว เที่ยวเต็มอิ่มแน่นอน ที่สำคัญมีที่พักให้บริการด้วย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โทร. 053 450 107-9 ต่อ 114


9. ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่



ดอยอินทนนท์ Photo : amazingthaitour.com

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อยู่บนเส้นทางเดียวกันกับขุนวาง ศูนย์แห่งนี้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตื์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี เนื่องจากใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที นอกจากนี้ยังมีต้นนางพญาเสือโคร่ง บานชมพูสะพรั่งริมทะเลสาป เป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ เพราะมันสวยงามมาก สอบถามเพิ่มเติม โทร. 053-286728 , 053-286729


10. ภูลมโล จ.เลย



ภูลมโล  Photo : พงษ์รวี แสงแข


ภูลมโล ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ดอกพญาเสือโคร่งจะบานสะพรั่งในช่วงมกราคม หรือในบางปีที่ลมหนาวมาเยือนเร็ว ก็จะมีให้เห็นตั้งแต่ปลายปีเลยทีเดียว จองสถานที่กางเต็นท์ และสอบถามการเดินทางได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า 0 5535 6607 , ททท. จังหวัดเลย โทร. 0 4281 2812


11. หน่วยจัดการต้นน้ำหงาว-งาว



หน่วยจัดการต้นน้ำหงาว-งาว  Photo : mariajourneys.com

ที่อยู่ใกล้กับบริเวณบ้านร่มฟ้าทอง ระหว่างเส้นทางไปภูชี้ฟ้า และดอยผาตั้ง มีต้นนางพญาเสือโคร่งมากกว่า 5,000 ต้น หรือเรียกได้ว่า มากที่สุดจุดหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้ หากไปชมได้จังหวะพอดี นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้วิ่งรถลอดซุ้มต้นดอยพญาเสือโคร่งที่แผ่ประสานกันเป็นอุโมงค์สีชมพูสดใส ดุจโลกแห่งเทพนิยายทีเดียว 


12. พระตำหนักดอยผาตั้ง



พระตำหนักดอยผาตั้ง Photo : amazingthaitour.com

ทางไป เมื่อถึงทางแยกขึ้นไปพระตำหนักดอยผาตั้ง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จะมีทางแยกทางฝั่งซ้ายมือ หรือตรงข้ามกับตลาดม้งบ้านขุนกลางไปหน่อย แล้วจากนั้นมุ่งตรงตามถนนลาดยางไปประมาณ 7-8 กิโลเมตร ระหว่างทางมีพญาเสือโคร่ง ไร่สตอเบอรี่ ไร่ลูกพลับ ไร่สาลี่ พร้อมวิวยอดดอยอินทนนท์ น้ำตกสิริภูมิ ชัดเจนกว่าที่ไหนๆ พร้อมสัมผัสพญาเสือโคร่ง ที่บานสะพรั่งเต็มบนม่อนดอย สุดแสนจะโรแมนติก


ขอบคุณที่มา :
http://travel.mthai.com/blog/102411.html


เรียบเรียงโดย : Travel MThaichillpainai.com 

รูปภาพจาก : siamtravel.in.th, chillpainai.com, klongdigital.com, skyscanner.co.th,holidaythai.com,
toptenthailand.com, gonorththailand.com, tourismthailand.org, creditonhand.com
หน้า: [1] 2 3 ... 36