กระดานพูดคุย Indochinaexplorer.com
มิถุนายน 26, 2017, 08:47:26 PM
  • * ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
'กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.'

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

หัวข้อ: เที่ยวเมือง "เว้" เที่ยวเวียดนาม เที่ยวมรดกโลก  (อ่าน 2039 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
  •  
  • admin

  • Hero Member
  • *****
  • Administrator
  •  
  • กระทู้: 531
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
เที่ยวเมือง "เว้" เที่ยวเวียดนาม เที่ยวมรดกโลก


เว้ (Huế) เป็นเมืองเอกของจังหวัดเถื่อเทียน-เว้ ประเทศเวียดนาม และเคยเป็นเมืองหลวงเก่าในสมัยราชวงศ์เหงียน ราชวงศ์ที่โดดเด่นมากในภาคใต้ของเวียดนาม ช่วงปี พ.ศ. 2345-2488 โดยมีจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย (Bao Dai) 
ทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 13 ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งอันนัมในอารักขาของฝรั่งเศส และพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2488  โดยปี 2488 พระองค์ทรงพระกาศสละราชบัลลังก์ และลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสจนพระองค์ทรงเสด็จสวรรคต



เมืองเว้ มีชื่อเสียงจากโบราณสถานที่มีอยู่ทั่วเมือง จำนวนประชากรอยู่ที่ประมาณ 340,000 คน ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะมีทัวร์ท่องเที่ยวมาลงที่เมืองเว้ประจำ เมืองเว้ อยู่ห่างจาก มุกดาหาร(ไทย) – สะหวันนะเขต (ลาว) ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง สามารถเดินทางเช้าถึงเย็นภายในวันเดียวได้ นับเป็นอีกหนึ่งเส้นทางเที่ยวระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม ที่ประหยัดที่สุด และสะดวกปลอดภัยในระดับหนึ่ง

เมืองเว้ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 17 เมื่อปี พ.ศ. 2536 ที่เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

(iv) - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ



ภูมิศาสตร์ เมืองเว้

เมืองเว้ ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเวียดนาม ริมฝั่งแม่น้ำหอม ถัดเข้ามาในแผ่นดินจากริมฝั่งทะเลจีนใต้เพียง 2-3 ไมล์ ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ประมาณ 540 กิโลเมตร และห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางเหนือประมาณ 644 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ นอกจากนี้ยังเป็นเขตพื้นที่ป่าไม้สำคัญที่สุดของเวียดนาม ส่วนสภาพภูมิอากาศในเมืองเว้ ค่อนข้างร้อนตลอดทั้งปี โดยรวมมีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน ช่วงปลายเดือนตุลาคม – เมษายน ส่วนฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม อุณหภูมิสูงสุดวัดในหน้าร้อนเกือบ 40 องศาเซลเซียส และต่ำสุด 20 องศาเซลเซียส



ประวัติศาสตร์ของเมืองเว้

เดิมเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ในความปกครองของขุนนางเหวียนฮวาง (Nguyen Hoang) ในแผ่นดินของราชวงศ์เล แต่ราชวงศ์ปกครองได้ไม่นานก็เกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนขึ้น ทางตอนเหนือและตอนใต้ เหวียนฉวาง หรือที่คนไทยรู้จักพระองค์ในชื่อว่า องเชียงสือ ซึ่งเป็นผู้ปกครองเวียดนามใต้อยู่ในขณะนั้นได้ปราบกบฏลง และรวบรวมดินแดนทางตอนเหนือและตอนใต้เข้าไว้ด้วยกัน ในปี พ.ศ. 2345 พร้อมกับสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิยาลองแห่งราชวงศ์เหวียน มีศูนย์กลางการปกครองอยู่เมืองเว้


แต่หลังจากที่พระเจ้ายางลองปกครองได้เพียง 33 ปี ฝรั่งเศสก็บุกเข้าโจมตีเมืองเว้ ในช่วงระยะเวลานี้จักรพรรดิผลัดกันขึ้นสู้ชิงบัลลังก์ในช่วงสั้นๆ การเดินขบวนต่อต้านฝรั่งเศสและการต่อสู้กับลัทธิจักรพรรดินิยม รวมถึงเหตุการณ์ต่อมาคือ การยึดครองของญี่ปุ่นในมหาสงครามเอเชียบูรพาเมื่อปี พ.ศ. 2488 และในสิงหาคมปีเดียวกันนี้เองที่ พระเจ้าเบ๋าได่ ได้สละราชสมบัติ จึงถือได้ว่าเมืองเว้ เป็นจุดต้นเริ่มต้นราชวงค์เหวียน และเป็นราชธานีสุดท้ายของราชวงศ์เหวียนเช่นกัน


แม้ว่า เมืองเว้ จะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามรวมชาติเวียดนามไปบ้าง แต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของนครจักรพรรดิอยู่อีกไม่น้อยเช่นกัน แต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้นักเดินทางได้เข้าไปเยี่ยมชม ตั้งแต่พระราชวัง สุสานจักรพรรดิ ตลอดตนแม่น้ำหอม แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านใจกลางเมือง และด้วยความเจริญรุ่งเรืองในอดีต โบราณสถานอันงดงามและทรงคุณค่า วัฒนธรรมที่มีแบบฉบับของตนเอง เว้ จึงได้รับการยืนยันจาก องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2536 สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมเยือนเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำหอมที่ไม่ได้สูญหายไปพร้อมกับกาลเวลาแห่งนี้




สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใน เมืองเว้

นครจักรพรรดิ หรือนครต้องห้าม (Imperial Enclosure / Forbidden Purple City)


การมาเที่ยวเมืองเว้ โปรแกรมที่พลาดไม่ได้ ก็คือ การได้มาชมนครแห่งจักรพรรดิที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่และสวยงามของราชวงศ์เหวียน นครจักรพรรดิหรือพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อของจีน ได้รับการออกแบบให้มีกำแพงล้อมรอบถึง 3 ชั้น

จุดน่าสนใจของการเที่ยวชม หลังจากที่นักท่องเที่ยวข้ามสะพานเดินลองผ่านซุ้มประตูหรือกำแพงชั้นนอกเข้าไป จะได้พบกับ ซุนทานกง หรือ ปืนใหญ่ 9 เทพเจ้า ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ หมายถึงเทพ 5 องค์ ตัวแทนของธาตุทั้ง 5 คือ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ส่วนอีก 4 องค์ เป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้ง 4 ฤดูใน 1 ปี




ถัดมาเป็นกำแพงเหลือง ซึ่งเป็นกำแพงชั้นกลางที่ล้อมรอบนครของจักรพรรดิ พระราชวัง วัด และสวนดอกไม้เอาไว้ ในส่วนนี้มีประตูทางเข้าที่ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม 4 ประตู ประตูที่สำคัญที่สุด คือ โหงะโมน หรือ ประตูเที่ยงวัน ที่สร้างขึ้นครั้งแรกด้วยหินแกรนิตในสมัยพระเจ้ามิงห์หม่าง เมื่อนักท่องเที่ยวผ่านลอดประตูชั้นที่สอง โดยข้ามสะพานน้ำทอง ซึ่งเคยถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิเท่านั้น จะเจอกับพระราชวังไทเฮา อันเป็นวังที่สำคัญที่สุดในนครจักรพรรดิ ใช้สำหรับต้อนรับเชื้อพระวงศ์ระดับสูง และนักการทูตต่างประเทศ นอกจากนั้นราชสำนักยังใช้เป็นที่จัดงานฉลองสำคัญต่างๆ เช่นกัน ส่วนวัดวาอารามภายในกำแพงแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับขุนนางหลายคน วัดสำคัญคือ วัดเถเหมียว ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับผู้ปกครองในราชวงศ์เหวียน ถัดมาส่วนในสุดของนครจักรพรรดิ คือ ตือกามแทงห์ หรือนครต้องห้ามของจักรพรรดิ ที่ถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์นั้น

 

สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก (Tomb of Tu Duc)


สุสานของพระเจ้าตือดึ๊ก แม้จะมีตัวอาคารใหญ่ไม่มากนัก แต่ก็มีความสวยงามลงตัวของสถานที่ ซึ่งตามบันทึกกล่าวว่าพระองค์ได้ทรงออกแบบเองเกือบทั้งสิ้น สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2407 ใช้เวลา 3 ปี จึงแล้วเสร็จ โดยใช้แรงงานคนถึง 3,000 คน พระเจ้าตือดึ๊กเป็นโอรสของพระเจ้าเถี่ยวตรีจักรพรรดิองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์เหวียน ที่ทรงครองราชย์นานถึง 36 ปี


จุดเด่นน่าชมของสุสาน แห่งนี้ คือ ตำหนัก 2 แห่งภายใต้อาคารไม้เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบลูเคียม อันรายล้อมด้วยดอกบัวที่บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมไปทั่ว พระองค์ทรงใช้เวลาว่างในตำหนักแห่งนี้นิพนธ์บทกวีและพักผ่อนหย่อนใจด้วยการ ตกปลา ถัดมาที่ส่วนกลาวงของสุสานมีศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่กล่าวถึงพระเกียรติคุณ และเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นในรัชสมัย และอาคารทรงโรงขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นโรงละครสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ส่วนตัวสุสานของพระองค์นั้นอยู่ด้านในสุด รายล้อมไปด้วยความร่มรื่นของทิวสน ต้นไม้ที่แสดงถึงความเป็นอมตะ เพราะมีต้นไม้เพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่มีใบเขียวตลอดปี ชาวเวียดนามจึงนำไปเปรียบเทียบกับความเป็นอมตะขององค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน

 

สุสานจักรพรรดิมินห์มาง (Tomb of Minh Mang)


การก่อสร้างสุสานแห่งนี้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2383 หรือ 1 ปี ก่อนสิ้นพระชนม์ และสำเร็จลงโดยพระเจ้าเถี่ยวตรี รัชทายาทของพระองค์ในปี พ.ศ. 2386 พระเจ้ามิงห์หม่างเป็นพระโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้ายาลอง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ในราชวงศ์เหวียน พระองค์ทรงสร้างนครจักรพรรดิ และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากการที่ทรงปฏิรูปขนบธรรมเนียมประเพณีและเกษตรกรรม พระองค์ทรงยึดมั่นในแบบแผนการบริหาร การปกครองตามแบบจีน โดยการให้หัวเมืองต่างๆ มาขึ้นตรงต่อราชสำนัก รวมทั้งนโยบายต่อต้านฝรั่งเศสและปราบปรามพวกนอกศาสนาอย่างรุนแรง ซึ่งนโยบายนี้เองที่ทำให้เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา


การเที่ยวชม : จุดแรกของการเยี่ยมชม คือ บริเวณลานกว้างที่มีรูปสลักหินของเหล่าบรรดาช้าง ม้า ทหาร และขุนนาง ที่ตั้งเรียงรายอยู่ สองฟากฝั่งผลงานชิ้นยอดของช่างฝีมือนิรนามหลายคน ถัดเข้ามาเป็นศิลาจารึกที่ตั้งแท่นบูชาดวงพระวิญญาณ และพระตำหนักด้านในที่แวดล้อมไปด้วยบึงน้ำและสวนอันร่มรื่น ซึ่งจากพระตำหนักนี้เอง สามารถมองเห็นหลุมฝังพระศพเป็นเนินดินวงกลมขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยรั้วสูง แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าตำแหน่งของที่ฝังพระศพที่แน่นอนนั้นอยู่ตรงไหน เพราะไม่อนุญาตให้ผู้ใด นอกจากผู้ที่ทำการฝังพระศพเข้าไป และผู้ที่ทำการฝังพระศพนั้นจะต้องฆ่าตัวตาย ตามพระองค์ด้วยเพื่อเป็นข้าราชบริพารรับใช้พระองค์ในภพหน้า

 

สุสานของพระเจ้าไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh)



เป็นเพียงสุสานเดียวที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันออกร่วมกับสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่ในยุคการล่าอาณานิคม หรือมองอีกมุมหนึ่ง เป็นสถาปัตยกรรมสุดแปลก ที่เกิดจากการผสมผสานแบบสุดขั้วระหว่างจีนและยุโรป สุสานแห่งนี้ถูกสร้างในสมัยจักรพรรดิไคดิงห์ เพื่อใช้เป็นสุสานของพระองค์ แต่แล้วสุสานไม่ทันสร้างเสร็จก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน ภารกิจสร้างสุสานแห่งนี้ต่อจึงตกเป็นของ บ๋าวได่ พระราชโอรส จึงสร้างแล้วเสร็จ สุสานแห่งนี้สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 11 ปี


การเที่ยวชม เริ่มจากทางเดินขึ้นสุสานได้รับการตกแต่งเป็นบันไดมังกรอันโอ่อ่าที่จะพาคุณขึ้นไปสู่ สานชั้นหนึ่ง จากนั้นมีบันไดต่อไปยังลานชั้นสองที่เรียงรายด้วยรูปปั้นหินของช้าง ม้า ข้าราชการทหารและพลเรือน กลางลานมีแผ่นจารึกเขียนด้วยอักษรจีน นิพนธ์โดยพระเจ้าเบ๋าได่ เพื่อรำลึกถึงพระบิดาของพระองค์ ส่วนด้านบนสุดเป็นพระราชวังเทียนดิงห์ ภายในมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยการใช้กระเบื้องสีปูพื้นจิตรกรรมฝาผนังภาพ มังกรในม่านเมฆขนาดใหญ่ที่วาดโดยใช้ศิลปินที่เขียนภาพด้วยเท้า ประดับอยู่บนเพดานกลางห้องโถง ส่วนทางซ้ายและขวาเป็นภาพเฟรสโกอันเต็มไปด้วยสีสันที่ตกแต่งด้วยการฝังกระจก สีและกระเบื้องนับพันชิ้น แสดงถึงเรื่องราวมากมายของสัตว์ ต้นไม้ และดอกไม้ ตลอดจนรูปปั้นสำริดขนาดเท่าองค์จริงของพระเจ้าไคดิงห์ ซึ่งสร้างที่ฝรั่งเสศในปี พ.ศ. 2465 ตั้งอยู่บนยกพื้น ด้านบนของสุสาน

 
สะพานเหี่ยนเลือง (Hien Luong Bridge)



อยู่ทางตอนเหนือของเมืองเว้  บริเวณเส้นรุ้งที่ 17 เป็นสะพานคอนกรีตขนาดใหญ่ บนแม่น้ำเบ๊นหาย (Sông Bến Hải)   เพื่อเชื่อมทางหลวงหมายเลข 1A ทั้งสองฝั่ง แทนสะพานเดิมเก่าแก่ที่อยู่ข้างๆ กัน

ในอดีต ราว ค.ศ. 1954 ประเทศเวียดนามเคยถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และ เวียดนามใต้ (Vietnam North – Vietnam South)

สะพานเหี่ยนเลืองจึงเคยเป็นจุดเชื่อมระหว่างเวียดนามเหนือ - ใต้ และยังเป็นเส้นแบ่งเวียดนามเหนือ-ใต้ ที่เรียกว่า เขตปลอดทหาร  (The demilitarized zone (DMZ))  ตามประกาศ ข้อตกลงเจนีวา อีกด้วย
แต่ทั้งนี้ เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ก็สามารถกลับมารวมกันเป็นหนึ่ง อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ.1976)



อุโมงค์หวิงห์ม็อก (Vinh Moc Tunnel)


อุโมงค์วินห์ม็อก ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว 65 กิโลเมตร  ห่างจากสะพานเหี่ยนเลืองไปทางเหนือ
วินห์ม็อก เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่บังเอิญเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนถ่ายยุทโธปกรณ์ในสงครามเวียงกง  จึงทำให้ชาวบ้านต้องรับเคราะห์ทิ้งระเบิดปูพรมของภายสหรัฐอย่างหนักหน่วงที่สุด  ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะพากันอพยพไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศ แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนกว่า 300 คน เลือกที่จะขุดหลุมหลบภัย อยู่ราว 20 เดือน  และใช้ชีวิตอาศัยเป็นมนุษย์รูในอุโมงค์แห่งนี้อยู่เป็นเวลา 6 ปีเพื่อเอาตัวรอด   นับจาก พ.ศ. 2509-2514 (ค.ศ.1966-1971) การขุดอุโมงค์วินห์ม็อก จึงเป็นอุโมงค์หลบภัยของชาวบ้าน ไม่เหมือนกับอุโมงค์กู้จี ใกล้กรุงไซ่ง่อน(โฮจิมินห์ซิตี้) อยู่ห่างประมาณ 40 กม.ที่ขุด เพื่อเป็นฐานกำลัง และศูนยบัญชาการโจมตีกรุงไซ่ง่อนในเดือน เมษายน ค.ศ.1975



ภายในเครือข่ายอุโมงค์ที่มีความยาวกว่า 2,000 เมตร นี้ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น มีทางเข้าออกทั้งหมด 13 ทาง แต่ละชั้นจะมีการสร้างเป็นห้องต่างๆ ทางซ้ายและขวา โดยชั้นแรกมีจุดเด่นน่าชมอยู่ที่ห้องที่ใช้คลอดเด็กทารกถึง 17 คน และชั้นที่สองเป็นส่วนที่ใช้ในการประชุมในสมัยสงคราม จากนั้นจะมีทางเดินลงสู่ชั้นที่ 3 ของอุโมงค์ ซึ่งค่อนข้างชันควรใช้ความระมัดระวัง อุโมงค์หวิงห์ม็อก สามารถเที่ยวชมได้ตลอดปี เพียงแต่ในฤดูฝนอาจจะมีความยากลำบากในการเดินทางสักหน่อย และควรนำไฟฉายติดตัวมาด้วยเพราะทางเดินภายในอุโมงค์ค่อนข้างมืด

 

นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าเที่ยวอื่นๆ บริเวณ เมืองเว้

วัดเทียนมุ้ (Thien Mu)


เป็นวัดพุทธมหายาน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม เป็นอาคารทรงเจดีย์แปดเหลี่ยม 7 ชั้น สูง 21 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นใน ค.ศ.1601 ในสมัยขุนนางเหวียนฮวาง (Nguyen Hoang) คำว่า เทียนหมุ แปลว่า เทพธิดา ดังนั้น นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญมาเยือนจึงตั้งชื่อภาษาไทยให้ว่า “วัดเทพธิดาราม”

รายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ วัดเทียนมู่ และอ่านประวัติที่มาของ วัดเจดีย์เทียนมู่ ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.indochinaexplorer.com/viewhotshot.php?hotid=192 




วัดนามซาว (Nam Giao)


อยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำหอม ประมาณ 2 กิโลเมตร เคยเป็นวัดที่มีความสำคัญในสมัยราชวงศ์เหวียน ภายในวัดมีบันไดทางเดินขึ้นไปบนแท่นวงกลมขนาดใหญ่ ซึ่งในอดีตถูกใช้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ โดยมีแนวคิดการออกแบบวางอยู่บนความเชื่อปรัมปราที่ว่า สวรรค์เป็นวงกลม และโลกเป็นสี่เหลี่ยม แทนบูชาที่อยู่บนสุดหมายถึงตัวแทนทรวงสวรรค์ และล่างสุดพื้นดินหมายถึงมนุษย์ ผู้มาขอพึ่งบารมีจากสวรรค์บนฟ้า



นอกจากนี้ เมืองเว้ ยังสถานที่ท่องเที่ยวเชืงธรรมชาติอีกมากมาย ที่ยังรอให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสด้วยตนเอง..อาทิ ล่องเรือมังกร แม่น้ำหอม  ฟังเสียงร้อง เสียงดนตรีขับกล่อมด้วยเสียงเพลงพื้นบ้านจากสาวชาวเว้ที่ดั่งเช่นที่เคยเล่นเพลงถวายจักรพรรดิเมื่อครั้งอดีต ชมสีสันและชีวิต ยามราตรีของชาวเมืองเว้ 




รู้จักกับแม่น้ำหอม (Perfume River) เพิ่มเติม คลิก
http://www.indochinaexplorer.com/forum/index.php?topic=1793.msg2878#msg2878
 


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล  : 
http://travel.mthai.com/
http://th.wikipedia.org/
http://www.dailynews.co.th/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2015, 02:59:14 PM โดย admin »
บันทึกการเข้า