indochinaexplorer

     
  Home  |  โปรแกรมทัวร์พม่า อื่นๆ  |  ข้อมูลประเทศพม่า  |  ติดต่อเรา
     
     
ย่างกุ้ง - พุกาม - มัณฑเลย์ - ทะเลสาปอินเล - สิเรียม

CODE:MM008-6D5N
( 6 วัน 5 คืน เดินทางโดย: สายการบิน )

   
ดาวน์โหลดโปรแกรมทัวร์  
 
ย่างกุ้ง - พุกาม - มัณฑเลย์ -
ทะเลสาปอินเล - สิเรียม
6 วัน 5 คืน
เดินทางโดย : สายการบิน
 
วันแรก กรุงเทพฯ - ย่างกุ้ง – หงสาวดี
 
 08.00 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ แถว N
 
 10.10 น. ออกเดินทางโดยสายการบินเมียนม่าร์ เที่ยวบินที่ W9 604
 
 10.45 น. ถึงสนามบินเมงกะลาโดง เมืองย่างกุ้ง หลังผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองแล้วเมืองย่างกุ้งนมัสการพระพุทธรูปหินอ่อน (Marble Buddha)ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นำหินอ่อนมาจาก เมืองมัณฑะเลย์ล่องมาทางแม่น้ำอิระวดีนำมาสร้างเป็นพระพุทธรูป และแวะชมช้างเผือก(White Elephant) ซึ่งหาดูไม่ได้ในประเทศไทย
 
 เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน
จากนั้นนำท่าไปนมัสการพระนอนที่วัดเจ๊าทัตจี (Kyauk Htat Gyi Pagoda)พระนอนองค์นี้มีความยาวประมาณ 70 เมตร ถึงกรุงย่างกุ้งแล้วนำท่านไปนมัสการ พระเขี้ยวแก้ว ณ พระเจดีย์ชเเวดอร์ พระเจดีย์ที่มีความงดงามทางพุทธสิลปทั้งภายในและภายนอก จากนั้นไปนมัสการ เจดีย์กะบาเอ( Kabaraye Pagoda ) มีพระพุธรูปองค์จำลองของพระมหามุณีที่เมีองมัณฑเลย์ประดิษฐานอยู่ พร้อมชมถ่ำมหาปาตะนะกูหะ(MaharPatharnaCuha Cave )ซึ่งเป็นที่ชำระพระไตรปิฎก สังคายนาครั้งที่หก หลังจากได้ รับอิสรภาพจากอังกฤษ
จากนั้นเดินทางไปนมัสการ มหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งหากเปรียบเจดีย์ซูเลเป็นหัวใจ ชเวดากองก็เปรียบเสมือนวิญญาณของชาวย่างกุ้ง เนื่องด้วย ณ ที่แห่งนี้มีประดิษฐกรรมที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ พระเจดีย์นี้ได้รับการบูรณะ และต่อเติมโดยกษัตริย์หลายรัชกาล องค์เจดีย์ห่อหุ้มด้วยแผ่นทองคำทั้งหมด ท่านจะได้ชมความงามของวิหารทิศทำเป็นศาลาโถงครอบด้วยหลังคาทรงปราสาทซ้อนเป็นชั้นๆ ที่เรียกว่าพยาธาตุ รายรอบองค์พระเจดีย์ งานศิลปะและสถาปัตยกรรมทุกชิ้นที่กอปรกันขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของพุทธเจดีย์ล้วนมีตำนานและภูมิหลังความเป็นมาทั้งสิ้น ชมระฆังสำริดใบใหญ่ที่อังกฤษพยายามจะเอาไป แต่เกิดพลัดตกแม่น้ำย่างกุ้งเสียก่อนอังกฤษกู้เท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น ภายหลังชาวพม่าช่วยกันกู้ขึ้นมาแขวนไว้ที่เดิมได้จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของคนพม่า และท่านจะได้ตีระฆังสมปรารถนา ซึ่งชาวพม่าถือว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ให้ตีระฆัง 3 ครั้งแล้วอธิษฐานขออะไรก็จะได้รับพรสมปรารถนา หรือท่านอาจจะสรงน้ำพระพุทธรูปประจำวันเกิด ซึ่งประดิษฐานกระจายอยู่รอบฐานพระเจดีย์ เดินชมโดยรอบจนตะวันใกล้ลับฟ้า
 
 ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารการะเวค พร้อมชมโชว์
 
วันที่สอง ย่างกุ้ง - พุกาม
 
 เช้า อาหารเช้าในโรงแรม แล้วเดินทางไปสนามบิน
 
 06.30 น. ออกเดินทางโดยสายการบินแอร์มัณฑเลย์ เที่ยวบินที่ 6T 302 สู่เมืองพุกาม
 
 07.50 น. ถึงเมืองพุกามแล้ว เริ่มนำชมเมืองพุกาม ซึ่งมีโบราณสถานที่อาจจำแนกได้อย่างกว้าง ๆ 2 ประเภท คือ ประเภทที่เห็นสถูปเจดีย์ และประเภทที่เป็นวิหาร ส่วนที่รอดพ้นจากภัยแผ่นดินไหว และการกัดเซาะของแม่น้ำอิระวดีมีอยู่ไม่น้อยกว่า 2,000 แห่ง สมแล้วที่เมืองนี้จะถูกขนานนามว่าเป็น"ดินแดนแห่งป่าพระเจดีย์" เราจะเลือกชมเฉพาะที่มีความสำคัญและสวยงามสมบูรณ์ โดยเริ่มจากสถูปที่ขึ้นชื่อและจะต้องไปเยี่ยมชม คือ ชเวชีโกง( Shwezigon ) ซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่มีอายุกว่า 900 ปีขึ้นไป ภายในเชื่อว่า
ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากพระสรีระหลายส่วน ทั้งที่เป็นธาตุจากไหปลาร้า พระนาลาฎ ตลอดจนพระเขี้ยวแก้ว พระเจ้าอโนรธา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอณาจักรพุกาม สามารถสร้างพุกามให้เป็นปึกแผ่น และขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวางจดดินแดนอิระวดีตอนล่างและฝั่งสมุทร โปรดให้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นแต่ไม่แล้วเสร็จในรัชสมัยของพระองค์รัชกาลต่อมาคือ พระเจ้าจานสิตาได้โปรดให้สร้างมหาเจดีย์จนแล้วเสร็จแม้จะมีกษัตริย์พม่าสมัยหลัง เช่น พระเจ้าบุเรงนอง และพระเจ้ามังระ ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นเพิ่มเติมเป็นพุทธบูชา แต่เชื่อว่าองค์พระเจดีย์ที่ปรากฎแก่สายตาในปัจจุบันยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิม องค์เจดีย์มีขนาดสูงใหญ่ จนต้องแหงนคอตั้งบ่าถ้าจะต้องการชม มีเรื่องเล่ากันว่า กษัตริย์ในสมัยโบราณ เมื่อมานมัสการพระมหาเจดีย์นี้ทรงเครื่องสวมมงกุฏ ถ้าแหงนคอขึ้นดูองค์เจดีย์มงกุฎจะต้องหลุดจากพระเศียร แต่ที่บริเวณฐานพระเจดีย์มีรูน้ำที่เกิดขึ้นมาเอง เมื่อเราก้มลงกราบจะมองเห็นยอดพระเจดีย์ที่สะท้อนจากรูน้ำนี้ พระมหากษัตริย์จึงมองเห็นยอดจากเจดีย์จากภาพสะท้อนที่รูน้ำนี้ โดยไม่ต้องแหงนขึ้นมองปัจจุบันรูน้ำนั้นยังคงอยู่ ในวัดมหาเจดีย์ชเวชีโกงนี้ยังมีโบราณวัตถุที่มีคุณค่าเก็บรักษาไว้อีกมากมาย เช่น พระพุทธบาท ที่ทำขึ้นในสมัยพุกาม ศิลาจารึก ของพระเจ้าจานสิตา 2 หลัก ซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 เราจะได้ชมระฆังใหญ่ ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองโปรดให้หล่อขึ้นเพื่ออุทิศแก่พระเจดีย์ชเวชีโกง เมื่อคราวยกทัพมาตีพุกามได้ ในปีพ.ศ. 2100นอกจากนั้นเราจะได้ชม นัด ผีบ้านผีเมือง ซึ่งเป็นคติความเชื่อและนับถือของขาวพม่า รวมจนถึงอาณาจักรล้านนาด้วย
จากนั้นเราจะไปชมวัดกะยันสิททาอูมิน ( Kyansittha Umin ) ซึ่งมีลักษณะเป็นถ้ำ สำหรับการจำศีลภาวนา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ภาพพระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์ หลังจากเสด็จไปเทศน์โปรดพระพุทธมารดาที่เพดานเหนือ ประตูทางออกมีลวดลายพระพุทธบาทที่สวยงามมาก นอกจากนั้นยังมีภาพเล่าเรื่องการยกกองทัพมาตีกรุงพุกามของพวกมองโกลอีกด้วย เราจะไปเที่ยวชมวัดและวิหารอื่นๆ ได้แก่ สุลามุนี ( Sulamuni Temple )ตัววิหารภายนอกตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบขนาดและลวดลายต่างๆ ส่วนภายในมีภาพเขียนรอบผนัง แบ่งเป็นชั้นๆ วิหารที่โลเมงโล( Htilominlo ) ซึ่งแปลตามตัวว่า " เอาฉัตรตั้งกษัตริย์ " โดยมีตำนานเล่าว่าพระเจ้านดองมยา ซึ่งเป็นผู้สร้างวิหารแห่งนี้ได้รับเลือกขึ้นครองราชย์โดยการเสี่ยงทายด้วยฉัตร เรื่องรายละเอียดเป็นอย่างไร เราจะได้รับฟังเมื่อไปถึงวิหารแห่งนี้ ตัววิหารเป็นอาคาร 2 ชั้น มีลายปูนปั้นที่ยังคงร่องรอยสลักเสลาสวยงามให้ได้ชม
 
 12.30 น. อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
 
 บ่าย ชมวัดอานันทาวิหาร ( Ananda Temple ) เป็นวิหารที่ขึ้นชื่อได้รับการยกย่องจนเป็นที่รู้จักเหนือวิหารทั้งกลาย สร้างโดยพระเจ้าจานสิตา เป็นศาสนสถานที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมช่วงปลายยุคต้นของพุกาม ตัววิหารเป็นทรงสี่เหลี่ยม มียอดเป็นฉัตรทอง มีมุขเด็ด มีลักษณะเดียวกัน ยื่นออกไปทั้ง 4 ด้าน วิหารอานันทานี้มีทางทักษิณถึง 2 ชั้น ตามฝาผนังข้างทางมีซุ้มคูหาเรียงราย ทั้งด้านใน และด้านนอก แต่ละซุ้มตั้งพระพุทธรูปขนาดหน้าตักสักศอกช่องละองค์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ว่า มีถึง 1,800 องค์ เราจะได้ชมพระพุทธรูปยืนขนาดสูงถึง 31 ฟุต ( 10 เมตร ) ที่ประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มเคหาทั้ง 4 ทิศ เราจะชี้ชวนให้ท่านชมความอัศจรรย์ของพระพุทธรูปยืน องค์ที่ประดิษฐานอยู่ทางทิศใต้ พระพุทธรูปนี้หากเพ่งดูแต่ห่างจะเห็นพระพักตร์เคร่งขรึม แต่หากเขยิบใกล้เข้าไปสักหน่อยเงยดูหน้าใหม่จะเห็นพระพักตร์นั้นวางเฉย อุเบกขา แลเมื่อเข้าไปใกล้อีก จะเห็นพระพักตร์เดียวกันนั้นเปลี่ยนเป็นแย้มสรวลอยู่ ความแตกต่างนั้นเกิดจากอะไร ท่านจะหาคำตอบได้ด้วยตนเอง เป็นที่น่าสังเกตว่าวิหารอานันทานี้ แม้ภายในจะมีซอกซอยและทางทักษิณถึง 2 ชั้น แต่ไม่มีปัญหาเรื่องทางระบายอากาศ แสดงว่าผู้ออกแบบสร้างวิหารนี้มีอัจฉริยภาพยิ่ง ที่สามารถจัดอุณหภูมิในวิหารให้เย็นในหน้าร้อนและอบอุ่นในหน้าหนาว ทั้งยังคงทนแข็งแกร่งต่อแผ่นดินไหวซึ่งเป็นภัยธรรมชาติอันสำคัญของแดนพุกาม ใกล้กับอานันทาวิหารนี้ ยังมีวิหารเล็ก ชื่อ วิหารอานันทาออก ยวง(Ananda Okk Yaung) ภายในมีภาพเขียนที่ยังคงมีสีสันสดใสชัดเจน โดยเฉพาะสีฟ้าเทอร์คอยส์ ซึ่งเป็นสีที่ต่างไปจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่อื่นๆ รวมทั้งสีส้มและน้ำตาล ภาพเขียนเป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ท่านจะได้เห็นภาพบ้านเรือน การแต่งกาย ตลอดจนการทอผ้าของหญิงชาวบ้าน จากนั้นท่านจะได้ชม พระพุทธรูปสัมริด ที่สวยงามที่สุด เป็นงานชิ้นเอกของโลกชิ้นหนึ่ง วัดต่อไปคือ ดัมมายันจี( Dhammayangyi temple ) วิหารที่วัดนี้ได้ชื่อว่า เป็นงานอิฐที่ละเอียดมากตามตำนานเล่าว่าในขณะก่อสร้าง พระเจ้านรปติสิถูผู้ดุร้าย ซึ่งเป็นผู้สั่งสร้างวัดนี้ เมื่อไปตรวจงานจะเอาเข็มแทงสอดเข้าไประหว่างช่องว่างของก้อนอิฐที่เรียงกัน ถ้าเข็มสอดเข้าไปได้ คนงานจะต้องถูกลงโทษ เราจะจบรายการวันนี้ที่เจดีย์ชเวสันดอ ( Shwesandaw Pagoda ) ซึ่งเป็นเจดีย์สูงเชื่อว่าภายในบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า มีระเบียง 5 ชั้น ให้เราได้ขึ้นไปชมทัศนียภาพของทุ่งพุกามได้ทั่วถึง โดยเฉพาะในเวลาอาทิตย์อัสดง เราจะมองเห็นเจดีย์และวิหารรายระดะไปจนสุดสายตา เมืองพุกามถูกบำรุงรักษาไว้อย่างดี ไม่มีสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ประเภทตึกสูงซ้อนสร้างอยู่ในเขตโบราณเลย ผู้มาเที่ยวพุกามจึงไม่ต่างจากผู้ที่ได้เดินลอดอุโมงค์เวลากลับไปสู่อดีตอันยาวไกลของพม่า ก่อนกลับโรงแรม เราจะแวะไปชมและเลือกซื้อเครื่องเขิน( Lacquerware ) เป็นสินค้าพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่อรู้จักกว้างขวาง ข้อเด่นของเครื่องเขินเมืองพุกามคือ ความปราณีตและลวดลายที่วิจิตรบรรจง ไม่ว่าจะเป็นของเล็ก เช่น กลัก กล่อง ถาด ไปถึงของใหญ่ เช่น หีบ โต๊ะ ฉาก มีทั้งชนิดที่ทำจากไม้ไผ่สานเสี้ยวบาง และที่ทำจากขนม้า ซึ่งมีคุณสมบัติหยุ่นตัวดีกว่าถึงขนาดบีบปากทั้งสองข้างชนกันโดยไม่บุบสลาย
 
 ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
 
วันที่สาม พุกาม - มัณฑเลย์ - อมรปุระ -มัณฑเลย์
 
 05.30 น. อาหารเช้าในโรงแรม แล้วเดินทางไปสนามบิน
 
 07.40 น. เดินทางโดยสายการบินแอร์มัณฑเลย์ เที่ยวบินที่ 6T 401
 
 08.10 น. ถึงมัณฑเลย์ราชธานีเก่าของพม่า เดินทางไปยัง อมรปุระ ซึ่งเป็นเมืองหลวงก่อนที่จะย้ายไปเมืองมัณฑเลย์ ต่อจากนั้นพาท่านชมสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ( U Bein Bridge ) เชื่อมระหว่างหมู่บ้าน เราจะลงเรือแจวของชาวบ้านที่มีลักษณะเฉพาะข้ามทะเลสาปตองตะมัน ไปยังวัดตองตะมันจอกทอคยี(Taugthaman kyauktawgyi) ท่านจะได้ชมจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเชื่อว่าเป็นภาพเขียนที่เขียนขึ้นโดยฝีมือชาวไทยที่หลงเหลืออยู่ ตั้งแต่ครั้งถูกกวาดต้อนไปจากกรุงศรีอยุธยาคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ขากลับ เราจะไปดูเจดีย์ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ไทยที่ถูกพม่าจับตัวไปเป็นเชลย
 
 เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร อมรปุระ
 
 บ่าย หลังอาหารกลางวันแล้าเดินทางสู่เมีองมัณฑะเลย์ ถึงมัณฑเลย์ราชธานีเก่าของพม่า นำท่านไปวัดชเวนันดอ ชมอาคารไม้สักทองสลักเสลาด้วยลวดลายที่งามวิจิตร อาคารนี้เคยเป็นพระตำหนักที่ประทับของพระเจ้ามินดง( Mindon ) เมื่อสิ้นพระชนม์ลงแล้ว พระเจ้าทีบอ ( Thibaw ) (กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า ) ได้รื้อมาถวายวัด ภายในอาคารยังตกแต่งด้วยไม้แกะสลักเล่าเรื่องมหาชาดก 10 ชาติ ที่ยังคงความสมบูรณ์มากที่สุด จากนั้นผ่านชมวัดอตุมาชิ ( Atumashi Monasty ) สร้างโดยพระเจ้ามินดง เป็นอาคารไม้ตกแต่งด้วยปูนปั้น มีระเบียงรอบถึง 5 ชั้น แตกต่างจากวัดอื่นๆ ที่เป็นทรงพยาธาตุ ต่อมาถูกไฟไหม้หมด ขณะนี้ทางการพม่าได้ก่อสร้างขึ้นมาใหม่ในรูปแบบเดิม เราจะไปชมวัดกุโทดอ (Kuthodaw ) ซึ่งพระเจ้ามินดงทรงใช้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎก ที่วัดนี้จึงเป็นที่เก็บพระไตรปิฎกที่ใหญ่ที่สุดในโลก พระไตรปิฎกนี้สลักลายบนแผ่นหินขนาดใหญ่ถึง 729 แผ่น แต่ละแผ่นตั้งอยู่โดยมีศาลาคลุม ตั้งเรียงรายเป็นแถวแนวในวัด ต่อจากนั้นไปชมพระราชวังมัณฑเลย์ ที่พระเจ้ามินดงทรงสร้างขึ้นเมื่อย้ายราชธานีมาจากอมรปุระ เป็นพระราชวังขนาดใหญ่มีประตูเข้าถึง 12 ประตู บนกำแพงมีอาคารไม้ทรงพยาธาตุสวยงามตั้งไวัรายรอบรวมถึง 48 หลัง ตัวพระราชวังเป็นหมู่อาคารไม้และตึก ประกอบด้วยท้องพระโรง พระที่นั่งและตำหนักต่างๆ ทั้งหมดถูกไฟไหม้เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปัจจุบันทางการพม่าได้จำลองขึ้นใหม่อีกครั้งบนฐานเดิม ทำให้มองเห็นความเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยของพระเจ้าทีบอ ท่านจะได้ฟังเรื่องราวของพระนางอเลนันดอ พระนางศุภยลัคที่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังบัลลังก์ของพระเจ้าทีบอ ก่อนที่อังกฤษจะบุกเข้ายึดเมืองมัณฑเลย์เป็นการปิดฉากประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของพม่าลง ก่อนกลับโรงแรมท่านจะมีโอกาสแวะดูโรงงานเครื่องไม้แกะ เลือกซื้อผ้าไหมที่ลือชื่อของมัณฑเลย์ด้วยสีสันและลวดลายที่มีเอกลักษณ์รู้จักกันว่าผ้าลุนตะยา-อะฉิก
 
 ค่ำ อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารเราจะพาท่านไปชมการแสดงหุ่นชักของพม่าที่สนุกสนาน เคลื่อนไหวได้เหมือนคนจริงแสดง
 
วันที่สี่ มัณฑะเลย์ – เฮโฮ - ทะเลสาปอินเล
 
 04.00 น. ออกเดินทางไปร่วมพิธิกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ในพิธีกรรมล้างหน้า พระพักตร์พระมหามัยมุนี และร่วมกันถวายผ้าจีวรแด่พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวพม่าเช่นเดียวกับพระแก้วมรกตของประเทศไทย ชาวพม่าไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด จะต้องหาโอกาสไปกราบนมัสการพระมหามัยมุนีให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต พระมหามัยมุนีเป็นพระสำริดขนาดใหญ่ มีต้นกำเนิดที่เมืองยะไข่ แต่ก็มีกิตติศัพท์เลื่องลือเป็นที่หมายปองของกษัตริย์พม่า เจ้าแผ่นดินพม่าที่มีอานุภาพนับแต่พระเจ้าอโนรธาแห่งพุกาม และพระเจ้าอลองสินธุ ซึ่งตียะไข่ได้พยายามจะขนย้ายพระมหามัยมุนีนี้ขึ้นสู่แดนพม่าเหนือ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จวบจนถึงสมัยพระเจ้าปะดุง ( หรือ Bodawpaya ) ส่งทัพลงไปยึดยะไข่ได้ และได้เคลื่อนย้ายพระมหามัยมุนีนี้ขึ้นมาประดิษฐานยังกรุงอมรปุระได้สำเร็จ ปรากฎการณ์อันไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้พระเจ้าปะดุงได้มาซึ่งพระเกียรติยศซ้ำยังเชื่อมั่นในอานุภาพของตนเอง จึงกรีฑาทัพมาตีกรุงเทพฯติดต่อกันถึงสองครั้ง คือในคราวศึกเก้าทัพ ( พ.ศ.2328 ) และศึกรบพม่าที่ท่าดินแดง (พ.ศ.2329 ) แต่ก็ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ ที่วัดพระมหามัยมุนีนี้ยังเป็นที่เก็บรักษาของเก่าหลายชั้น ที่สำคัญโดดเด่นและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยคือ รูปโลหะหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ 6 รูป ซึ่งเป็นฝีมือช่างเขมรยุคพระนคร เมื่อเจ้าสามพระยากษัตริย์อยุธยายกไปตีเขมรได้ในปีพ.ศ.1974 ได้โปรดให้ขนไปไว้ที่อยุธยา ครั้นต่อมาพระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาได้ขนเอารูปหล่อไปยังกรุงหงสาวดี ต่อมาเมื่อพวกยะไข่เข้าปล้นเมืองหงสาวดีได้ขนรูปหล่อไปเก็บรักษาไว้ ครั้นพระเจ้าปะดุงตีเมืองยะไข่ได้ จึงโปรดให้ขนรูปหล่อขึ้นไปยังกรุงอมรปุระพร้อมกับพระมหามัยมุนีชาวบ้านทั่วไปเชื่อว่า รูปหล่อนี้ศักดิ์สิทธิ์ถือเคล็ดว่า หากร่างกายส่วนใดเกิดเจ็บปวดให้ไปลูบคลำรูปหล่อตรงบริเวณที่เจ็บปวดนั้น
 
 เช้า อาหารเช้าในโรงแรม แล้วเดินทางไปสนามบิน เพื่อเดินทางสู่เมืองย่างกุ้ง
 
 08.50 น. ออกเดิทางสู่เมืองเฮโฮโดยสายการบินภายในประเทศเที่ยวบินที่ HK918
 
 09.20 น. ถึงสนามบินเมืองเฮโฮ จากนั้นเดินทางต่อโดยรถโค้ชปรับอากาศ สู่ทะเลสาปอินเล
 
 12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นเดินทางโดยเรือเพื่อเข้าสู่ที่พัก ( Golden Island ) ในทะเลสาบอินเล หรือ เทียบเท่า
 
 บ่าย นำท่านล่องเรือชมความงามของทะเลสาบอินเล ซึ่งเป็นทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 2,800 ฟุต ให้ท่านได้สัมผัสสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวน้ำที่ใช้เท้าเพียงข้างเดียวในการพายเรือ ท่านจะได้ชมหมู่บ้านแพ ตลาดน้ำแบบพม่า และแวะชมโรงงานทอผ้าไหมด้วยมือ พร้อมนำชมเจดีย์งาแพ (Ngaphachaung Pagoda ) ให้ท่านสัมผัสกับบัลลังก์พระแกะสลักปิดทองที่มีอายุราว 1,000 กว่าปีที่งดงามยิ่ง ชมความน่ารักของ Jumping Cat และวัดพองตอว์อู ( Phaungdaw Oo Pagoda ) นับว่าเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของเมืองพม่า
 
 ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
วันที่ห้า เฮโฮ - ย่างกุ้ง – สิเรียม - กรุงเทพฯ
 
 เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
 
 08.50 น. ออกเดินทางกลับเมืองย่างกุ้งโดยสายการบินภายในประเทศเที่ยวบินที่ - - - ถึงเมืองย่างกุ้งแล้วนำท่านเดินทางไป นำท่านเดินทางสู่เมือง สิเรียม(Thanlyin) อยู่ห่างจากย่างกุ้ง45 กิโลเมตร เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองในอดีตและยังเป็นเมืองท่าของโปตุเกสในสมัยโบราณ ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำย่างกุ้ง ที่เชื่อมต่อแม่น้ำอิระวดีและนั่งเรือข้ามฝั่ง ชม เจดีย์ยีเลพญา (Yele pagoda) นมัสการพระเจดีย์บนเกาะกลางน้ำสักการะเทพทันใจและขอพรศักดิ์สิทธิ์นมัสการเจดีย์ซูเล (Sule Pagoda) หรือ พระจุลเจดีย์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของเมือง เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางของกิจกรรมทางสังคม และศาสนา โดยเมื่อครั้งที่อังกฤษเข้ามาควบคุมประเทศพม่าได้ตั้งใจจะให้เจดีย์นี้เป็นศูนย์กลางของผังเมือง จากนั้นเดินทางสู่สวนสาธารณะมหาบัณฑุละ (MahaBandoola Park) และ อนุสาวรีย์รำลึกถึงอิสรภาพ (Independence Monument) ซึ่งสวนสาธารณแห่วนี้ได้ตั้งตามชื่อของท่านนายพลท่านหนี่งของพม่าช่วงสงครามอังกฤษ กับพม่า
 
 เที่ยง อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
 
 บ่าย ช้อบปิ้งจุใจสินค้าของฝาก ของที่ระลึกที่ ตลาดโบ๊คโจ๊ค เดิมชื่อตลาดสก๊อตต์ เป็นแหล่งรวมสินค้าจากทั่วทุกแห่งของพม่าและใหญ่ที่สุด ซึ้งรวมความหลากหลายของสินค้า อาทิ อัญมณี ทับทิม ไพลิน ไข่มุก งานไม้สักไม้หอมแกะสลัก เครื่องหวาย ผ้าโสร่ง และผ้าต่างๆ ส่งตรงจากเกาหลีและญี่ปุ่น ภาพเขียนสีน้ำมันอันงดงาม ได้เวลาแล้วเดินทางไปยังสนามบินเมงกะลาโดง
 
วันที่หก เฮโฮ - ย่างกุ้ง – กรุงเทพฯ
 
 เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
 
 06.00 น. ออกเดินทางสู่สนามบินเมงกะลาดอน
 
 07.30 น. ออกเดินทางโดยสายการบิน แอร์บากัน เที่ยวบินที่ W9 603 สู่กรุงเทพฯ
 
 09.10 น. ถึงกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ
 
 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

 
 

อัตรานี้รวม
1. ค่าโรงแรมที่พัก
2. ค่าตั๋วเครื่องบินภายใน ประเทศ
3. ค่าบริการยกกระเป๋า 1 ใบ ที่สนามบิน และที่โรงแรม
4. ค่าอาหารวันละ 3 มื้อ พร้อมอาหารว่าง
5. ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามรายการที่ระบุไว้
6. ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น

อัตรานี้ไม่รวม
1. ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด ตลอดการเดินทาง
2. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าโทรศัพท์ ค่าเครื่องดื่ม ค่าซักรีด
3. ค่าน้ำหนักกระเป๋าที่เกิน 20 กิโลกรัม
4. ค่านำกล้องถ่ายรูป และกล้อง วีดีโอ เขาไปในสถานที่บางแห่ง
5. ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่มิได้ระบุไว้ในรายการ
6. ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

เอกสารการเดินทาง
1. หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน(นับจากวันเดินทาง)
2. รูปถ่าย 2 นิ้วสี ( ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ) จำนวน 2 รูป

การเปลี่ยนแปลงรายการ
- การเดินทางอาจมีปัญหาเฉพาะหน้าขึ้น ผู้บริการขอสงวนสิทธิ์ที่จะแก้ไขสับเปลี่ยนรายการตามความจำเป็นและเหมาะสม แต่จะรักษาผลประโยชน์ของท่านตามสิทธิ์ที่มี และจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบก่อนทุกครั้ง

 
 

ราคาโปรแกรมทัวร์
ราคาปกติ: ติดต่อเจ้าหน้าที่
 ราคาสมาชิก: ติดต่อเจ้าหน้าที่
 ราคาบริษัทห้างร้าน:
 ราคาตัวแทนบริษํทนำเที่ยว:



บริษัท อินโดไชน่า เอ็กซ์พลอเรอร์ (ประเทศไทย) จำกัด 973/4 ถ.มาเจริญ(บางบอน5) แขวงหนองแขม เขตหนองแขม จ.กรุงเทพ 10160 Tel. (+66) 0 2814-9585, 0 2814-9586 By EiEi